COVID-19

ศบค.สั่งแจงสถานทูต เข้าใจให้ตรงกัน หลังคณะทูต-ทหาร ออกนอกเขตกักโรค

ศบค.มอบ กระทรวงการต่างประเทศ ทำความเข้าใจทุกสถานทูต จ่อเพิ่มมาตรการกักตัว 14 วัน หลังพบเคส ดญ.9 ปี-ลูกเรือทหาร มาจากต่างประเทศ ยอมรับเป็นข้อต่อ ของจุดอ่อน

วันนี้ (13 ก.ค.) ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ตอบข้อซักถาม กรณีเด็กหญิงอายุ 9 ปีจากแอฟริกาพร้อมครอบครัวคณะทูตว่า  ทำไมจึงสามารถเข้าพักที่คอนโดมิเนียมได้ และยังมีกรณีลูกเรือทหารลงที่อู่ตะเภา แล้วเข้าพักโรงแรมที่จังหวัดระยอง ทำไมจึงทำได้ ศบค. จะมี การทบทวนมาตรการการกักตัว 14 วันอย่างไร

ko

โฆษก ศบค. กล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น เพราะกำหนดไว้ว่า ให้เขาได้รับการกักกันในที่พำนักของบุคคลดังกล่าว ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งหมายความว่า สถานทูตเป็นต้นสังกัด และเราเชื่อใจกัน และเข้าใจว่าสถานทูตก็จะมีพื้นที่มีบริเวณที่เป็นพื้นที่ของตัวเอง แต่กลับปรากฎว่า ให้เข้าพักในคอนโด ซึ่งตรงนี้ต้องกำชับ ขอให้ร่วมกันรับผิดชอบ และอาจมีมาตรการมากขึ้น

ทั้งนี้ จะต้องให้กระทรวงต่างประเทศ ทำความเข้าใจกับสถานทูตต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือ และให้ทุกอย่างเรียบร้อยมากกว่านี้

“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน และเข้าใจให้ตรงกันว่า จะต้องเป็นแบบนี้ 14 วัน ก็ต้องเป็น 14 วันจริงๆ และ 14 วันนี้ จะต้องอยู่ในสถานที่ ของท่านจริงๆ โดยที่ ไม่ต้องออกมา”

ส่วนกรณีมีข่าวนักธุรกิจชาวปากีสถาน บินมาลงสุวรรณภูมิ แต่เอกสารไม่ครบนั้น พบว่า ในชุดของคนที่มาทั้งหมดจากปากีสถานเป็นนักธุรกิจ 27 คน เข้ามาโดยมีเอกสารครบถ้วน พร้อมกับระบบรายงานระหว่างทางการไทย แต่เอกสารที่ส่งระหว่างหน่วยงานไทยด้วยกันมีอยู่ 19 คน อีก 8 คนขาดหายไป เพราะการประสานงานกันล่าช้า จึงทำให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นมา

ดังนั้น ในที่ประชุม ศบค. ได้หารือว่า ต้องลดข้อต่อต่างๆ และเชื่อมประสานกันให้ดี  เพื่อให้งานการข่าว หรือการเดินทางเข้ามาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ใช่เป็นการลักลอบหรือหลบหนี แต่อย่างใด เป็นเพียงการประสานชุดข้อมูลไม่ทันการณ์ไม่ทันเวลา จนทำให้เกิดความล่าช้าขึ้นมา ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับไปปรับปรุงแก้ไข จึงขอให้ประชาชนทุกคนเข้าใจ ซึ่งเขามีการตรวจโควิดฟรีมาก่อนนั่งเครื่องแล้วจึงพลาดไม่ได้

ส่วนกรณีชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองผ่านทางช่องทางธรรมชาตินั้น  นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่า ศบค.ชุดเล็กหาหรือเรื่องนี้กันมาหลายวัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ สำนักงานตรวจคนเข้ามา (ตม. ) ได้ทำงานมาตลอด จนมีรายงานตัวเลข 3,000 กว่าคนเกิดขึ้น และเมื่อตรวจพบ ก็ได้ผลักดันออกไป ซึ่งตัวเลข 2,000-4,000 คนนี้ เป็นตัวเลขสะสมมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่อยู่ในพื้นที่จริงไม่มาก

กรณีอย่างนี้ถ้าพบผ่านเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ ก็จะผลักดันออกไปโดยการสนธิกำลังของตำรวจ และทหาร พรมแดนทางบกชายแดนไทยกว้างไกลประมาณ 1,000 กว่ากิโลเมตร และแน่นอนว่าบางส่วนก็เป็นญาติกันที่เดินทางไปมาอยู่แล้ว

แต่ถ้าเข้ามาอยู่ในเมืองตัวเลขหลักร้อย หรือหลักพัน ก็จะต้องถูกกักขังอยู่ที่ส่วนกลางโดยมีพื้นที่รองรับได้ และหลายรายมาอยู่นานแล้วไม่ใช่เพิ่งเข้ามา ซึ่ง กรมควบคุมโรคได้เข้าประสานเพื่อตรวจเชื้อ  รอทางกฎหมายเพื่อที่จะผลักดันออกนอกประเทศ

ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ขอฝากทุกคน ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาตามแนวชายแดนด้วย หากพบบุคคลไม่คุ้นหน้าก็ขอให้แจ้งทางการ เพื่อช่วยนำเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม

อ่านข่าวเพิ่มเติม