COVID-19

‘วัคซีนโควิดรุ่นใหม่’ มีอะไรน่าสนใจ? ทำไมอย.สหรัฐ จึงแนะนำให้ใช้ ปี 2567-2568

ศูนย์จีโนมฯ เปิดข้อมูล “วัคซีนโควิดรุ่นใหม่” mRNA แบบโมโนวาเลนต์ มีอะไรน่าสนใจ? ทำไมอย.สหรัฐจึงแนะนำให้ใช้ ปี 2567-2568

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เรื่อง วัคซีน โควิด-19 ที่ปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ในปี 2567-2568 โดยระบุว่า

องค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA)  ได้อนุมัติวัคซีน mRNA โควิด-19 รุ่นใหม่สำหรับปี 2567-2568 แล้ว วัคซีนนี้ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับไวรัสโควิดสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปัจจุบัน มาดูกันว่าวัคซีนใหม่นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

วัคซีนโควิดรุ่นใหม่

คุณสมบัติสำคัญของวัคซีนโควิดรุ่นใหม่

  1. ชนิดของวัคซีน: เป็นวัคซีนแบบ “โมโนวาเลนต์ (monovalent)” หรือวัคซีนที่มีแอนติเจนเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์โอไมครอน ชนิด KP.2 เท่านั้น
  2. บริษัทผู้ผลิต: ผลิตโดยสองบริษัทยักษ์ใหญ่คือ Moderna และ Pfizer-BioNTech
  3. จุดเด่น: ออกแบบมาเพื่อให้การป้องกันที่ดีขึ้นต่อสายพันธุ์ไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในตอนนี้

การอนุมัติและการนำไปใช้

Comirnaty (ผลิตโดย Pfizer-BioNTech) และ  Spikevax (ผลิตโดย Moderna) ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับใช้ในผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ทั้งยังได้รับอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 11 ปีด้วย

เหตุผลที่ต้องปรับปรุงวัคซีน

  1. ไวรัสเปลี่ยนแปลงตลอด: เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 มีการกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ทำให้ต้องปรับวัคซีนให้ทันกับสายพันธุ์ใหม่ๆ
  2. ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น: จำนวนผู้ป่วย โควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ต้องมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ลดความรุนแรง: ต้องการลดอาการป่วยรุนแรง เช่น การต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต

 แผนการในอนาคต

องค์การอาหารและยาสหรัฐ  วางแผนว่าจะมีการประเมินส่วนประกอบของวัคซีน โควิด-19 เป็นประจำทุกปี คล้ายๆ กับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยจะเริ่มจัดส่งวัคซีนใหม่ทันทีเพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนทั่วประเทศจะได้รับวัคซีนอย่างรวดเร็ว

วัคซีนโควิดรุ่นใหม่

ทำไมแนะนำวัคซีน monovalent ที่มุ่งเป้าสายพันธุ์ KP.2

ทำไม องค์การอาหารและยาสหรัฐ  ถึงแนะนำวัคซีนแบบ monovalent ที่มุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ KP.2

องค์การอาหารและยาสหรัฐ  มีเหตุผลสำคัญหลายข้อในการแนะนำวัคซีน โควิด-19แบบ monovalent ที่มุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ KP.2 สำหรับฤดูกาล 2567-2568 ดังนี้

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน: วัคซีนที่มีแอนติเจนของสายพันธุ์ KP.2 เพียงอย่างเดียว ถูกออกแบบมาให้ตรงกับไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันมากที่สุด ทำให้น่าจะให้การป้องกันที่ดีกว่าต่อสายพันธุ์หลักที่กำลังระบาด
  2. ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลง: สายพันธุ์ KP.2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโอไมครอน JN.1 กำลังแพร่ระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ องค์การอาหารและยาสหรัฐ จึงปรับคำแนะนำบริษัทผู้ผลิตจากโอไมครอน JN.1 เป็น KP.2 เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของไวรัสและจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น
  3. กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น: ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า วัคซีนที่ปรับให้เข้ากับสายพันธุ์ KP.2 สามารถกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโอไมครอนกลุ่ม JN.1 ที่กำลังระบาดอยู่ (รวมถึง KP.2, KP.3 และ LB.1) ได้ดีกว่าวัคซีนรุ่นก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
  4. ป้องกันข้ามสายพันธุ์: โอไมครอน KP.2 และ JN.1 มีความคล้ายคลึงกันมากในแง่ของโครงสร้างแอนติเจน ทำให้วัคซีนนี้น่าจะให้การป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้ดี
  5. ทำให้ง่ายขึ้น: การเปลี่ยนจากวัคซีนแบบ bivalent (มีแอนติเจน 2 ชนิด) มาเป็นแบบ monovalent (มีแอนติเจนเดียว) ช่วยให้การผลิตวัคซีนง่ายขึ้น และอาจช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อสายพันธุ์ที่สำคัญที่สุดได้ดียิ่งขึ้น
  6. คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต: ถึงแม้ว่าโอไมครอน KP.2 อาจจะยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักในตอนนี้ แต่การตัดสินใจของ องค์การอาหารและยาสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาคาดว่ามันอาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่จะถึงนี้ในสหรัฐอเมริกา
  7. ประสิทธิภาพ: ข้อมูลเบื้องต้นจากบริษัทผู้ผลิตแสดงให้เห็นว่า วัคซีนแบบ monovalent ที่มุ่งเป้าไปที่โอไมครอน KP.2 ให้การป้องกันต่อไวรัสกลุ่มโอไมครอน JN ได้ดีกว่าวัคซีนรุ่นก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนมาใช้วัคซีนแบบ monovalent ที่มุ่งเป้าไปที่โอไมครอน KP.2 นี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับกลยุทธ์การป้องกัน โควิด-19ให้เข้ากับธรรมชาติของไวรัสที่เปลี่ยนแปลงอยู่  และเพื่อให้การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อสายพันธุ์ที่กำลังระบาดและคาดว่าจะระบาดในอนาคต

วัคซีนโควิดรุ่นใหม่

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากไม่มีสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อได้รวดเร็วกว่านี้มาก องค์การอาหารและยาสหรัฐ  คาดว่าจะมีการประเมินส่วนประกอบของวัคซีน โควิด-19เป็นประจำทุกปี เหมือนกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

องค์การอาหารและยาสหรัฐ  ยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันผลกระทบร้ายแรงจาก COVID-19

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

 

Avatar photo