POLITICS-GENERAL

‘พ.ต.อ.ภาคภูมิ’ เปิดหน้าสู้ ร้องถูก ‘บิดเบือนข้อเท็จจริง’ เพื่อความจริง ให้ทรยศอีก 10 ครั้งก็ไม่ลังเล

“พ.ต.อ.ภาคภูมิ” เปิดหน้าสู้ ร้องถูก “บิดเบือนข้อเท็จจริง” ยันทำเพื่อความจริง ไม่ได้แลกกลับเข้ารับราชการ

วันนี้ (31 ธ.ค.) พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรอง ผบก.สส.ภ4 อดีตคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ถึงกรณีที่ถูกแจ้งความเอาผิด เปิดเผยว่า การออกมาเปิดหน้าในวันนี้ พร้อมนำหลักฐานมาให้กับทางตำรวจ เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก แต่ด้วยเหตุผลหลาย ๆ เรื่อง ที่เห็นน้อง ๆ ต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะถูกบังคับให้รับผิดแทน ทำให้ครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบและได้รับความลำบาก มีการพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในคลิปที่นำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ตนเป็นผู้กระทำความผิด

08 22

รวมถึงคลิปในคดีอื่น ๆ หลาย ๆ คดีที่พี่ ๆ น้อง ๆ ตำรวจต้องถูกดำเนินคดีด้วยกัน ต้องแบกรับในสิ่งที่เขาไม่ได้กระทำ ซึ่งมีผลต่อครอบครัว จึงเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ออกมาในวันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากกระแสข่าวที่ออกมาว่า การเปิดหน้าหรือยอมออกมาให้ข้อมูลในวันนี้ เพื่อแลกกับการกลับมารับราชการในอาชีพตำรวจอีกครั้งหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ถ้าจำได้ ตอนเกิดเรื่องใหม่ ๆ ตนเคยทำหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาตนเองออกจากราชการ

เพราะตอนนั้นยังอยู่ในราชการอยู่ เพื่อให้ตนออกมาต่อสู้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งได้อย่างเต็มตัว แต่ติดที่ตนมีคดีวินัย ซึ่งเป็นคดีอาญา ไม่สามารถลาออกได้ ก่อนจะถูกไล่ออกออกจากราชการ ถ้าสังเกตที่ผ่านมา ตนไม่เคยออกไปเรียกร้องที่ไหนเลย มีแต่ต่อสู้ไปทั้งคดีอาญาและคดีวินัย เพื่อให้ตนได้กลับเข้ามารับราชการ ไปฟ้องร้องอะไรต่าง ๆ คนที่มีพฤติกรรมนั้นท่านคงเห็นอยู่แล้วว่าเป็นใคร

ส่วนกรณีที่มีลูกน้องต่าง ๆ เคยถูกทำร้ายนั้น พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า เรื่องนี้คนที่ถูกกระทำเช่นนั้น คงเข้าไปให้การแล้ว ส่วนตัวไม่ขอเปิดเผย เพราะว่าตอนนี้พยานในคดีต่าง ๆ ถูกรบกวน ซึ่งมันเป็นอันตรายหรือทำให้เสียรูปคดี แต่ตนขอยืนยันว่าเคยเห็นบางเหตุการณ์และมีพยานอื่น ๆ เห็นในบางเหตุการณ์จริง ยืนยันมีการทำร้ายจริง ๆ

“วันนี้น้อง ๆ หลาย ๆ คนก็กลัว ที่ผ่านมาไม่กล้าออกมากัน แต่วันนี้ผมตัดสินใจออกมา ก็เพราะสงสารน้อง ๆ เหล่านั้น ผมเอาชนะความกลัวด้วยความกล้า จะเอาชนะความเท็จด้วยความจริง ต่อสู้อย่างเปิดเผย เพื่อเอาชนะวิธีสกปรก และในวันที่ผมเดินออกมา ผมรู้อยู่แล้ว ว่าต้องเผชิญอะไร ต้องเจอกับอะไร มันรู้วิธีการกันอยู่

ก่อนหน้านี้ 2 วัน ก็มีการพยายามติดต่อมาทางคนที่รู้จักกับผมว่าอยากคุยด้วย อยากพบเจอ พอเราตัดขาดการติดต่อไป ก็เริ่มมีไอโอเข้ามาทำลายพ่อแม่ผม ครอบครัวผม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกินความคาดหมายว่าผมจะต้องเจอ แต่ถ้าวันนี้ผมไม่ออกมาพูดความจริง ขบวนการนี้และวิธีการนี้ก็ยังคงอยู่ ก็ยังทำลายคนอยู่ตลอดเวลา” พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าว

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้ขายนาย แต่ถ้ามันต้องทำเพื่อน้อง ๆ เพื่อตำรวจส่วนร่วม เพื่อองค์กร ถ้าจะต้องถูกว่าหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ขายนายหรือทรยศหักหลังอะไรก็ตาม ถ้าการพูดความจริงแล้วมันทำให้คนอื่นได้รับความเป็นธรรม หรือให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมต่าง ๆ ที่ต้องทนรับมาเป็นเวลา 10 ปี ให้ทรยศอีก 10 ครั้ง ตนเองก็ไม่ลังเล

ส่วนความปลอดภัยของน้อง ๆ ที่ออกมาในวันนี้ บางคนได้รับการดูแลคุ้มครองแล้ว แต่สำหรับตน ตนไม่กลัว และไม่มีอะไรจะพูดถึงท่าน แต่ถ้าต้องพูด ก็อยากจะบอกว่า “ท่านคงรู้ว่าสิ่งไหนจริงหรือสิ่งไหนเท็จ ผมว่าละครเรื่องนี้ฉากใกล้จะจบแล้ว สุดท้ายมันหนีความจริงไม่พ้น”

เมื่อถามว่า คิดอย่างไรที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาบอกว่าเสียความรู้สึก พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ตนไม่ได้โกรธท่าน และยังเคารพท่าน ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ท่านเคยสนับสนุนต่าง ๆ ตนยังรำลึกในบุญคุณของท่าน แต่ก็ต้องแยกแยะ และท่านต้องทราบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนได้ทำอะไรให้ท่านบ้าง ในผลงานที่ท่านพูดถึง มีคดีไหนหรือเรื่องไหน ที่ตนไม่ได้ทำ ต้องแยกแยะระหว่างบุญคุณกับความถูกต้อง

“ส่วนรายละเอียดทางคดีหรือเอกสารต่าง ๆ ที่นำมามอบให้กับทางตำรวจ ขอให้รอแถลงใหญ่ในวันที่ 5 ม.ค.นี้ ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะมีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุต่าง ที่จะต้องรวบรวม

โดยตอนนี้มันมีกระบวนการเข้าไปข่มขู่พยานและทำลายพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การทำงานของพนักงานสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่หลังจากวันที่ 5 ม.ค.นี้ จะมีความชัดเจนทั้งหมด ไม่ต้องห่วง เพราะความจริงจะต้องถูกเปิดเผย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ ป.ป.ช. ด้วย”

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงและสามารถเอาผิดได้แน่นอน ส่วนคดีเว็บพนัน ซึ่งเป็นคดีเก่า เชื่อว่าตำรวจกำลังหาความจริง แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับคดีทอง เป็นคนละกรรม ตนมีหน้าที่นำพยานหลักฐานข้อเท็จจริงที่รู้และเห็นไปให้กับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ทำงานกันก่อน คาดว่าไม่ต่ำกว่า 2 เดือน

ที่มาข้อมูล ข่าวสด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo