POLITICS-GENERAL

กกต.แถลงรับรองแล้ว 200 สว.ใหม่ สอยร่วง 1 คน

กกต.แถลงรับรองแล้ว 200 สว.ใหม่ สอยร่วง 1 คน ขยับ”ว่าที่”เสียบแทน พร้อมเปิดสำนักงานฯรับหนังสือ 11-12 ก.ค.นี้ 

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การรับรองผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องมาหลายครั้ง ล่าสุดวันนี้เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 น.

สว.ใหม่

โดย นายแสวง กล่าวว่า ตามมาตรา 40 พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ด้วยเงื่อนไขตามกฎหมายมาตรา 42 ระบุว่า หาก กกต.เห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย กกต.จึงจะประกาศรับรองผล ซึ่งดูจาก 3 เงื่อนไขในพิจารณาว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.หรือไม่ ซึ่งสำนักงาน กกต.ได้รวบรวมกลุ่มความผิดที่อาจจะนำมาพิจารณาเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการประกาศผลการเลือก สว.ครั้งนี้ คือ 1.คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม หมายรวมถึงการสมัครลงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วย 2.กระบวนการในการดำเนินการเลือก ในวันที่ 9 , 16 และวันที่ 26 มิถุนายน และ 3.ความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมอันเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งสังคมจะใช้กันว่าการจัดตั้ง บล็อกโหวต หรือฮั้ว

ส่วนกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมี 3 เรื่อง คือ มีผู้สมัครที่สนใจมาสมัครช่วงเปิดรับสมัคร 5 วัน จำนวน 48,117 คน ซึ่ง ผอ.การเลือกระดับอำเภอได้ตรวจสอบคุณสมบัติ และไม่รับสมัครจำนวน 1,917 คน เมื่อรับสมัครไปแล้วก็ได้ลบชื่อก่อนการเลือกระดับอำเภออีก 526 คน ก่อนผ่านชั้นจังหวัดก็ได้ลบผู้มีสิทธิ์เลือกไปอีก 87 คน และผ่านมาระดับประเทศ ผอ.ระดับประเทศก็ลดผู้สมัครไปอีก 5 คน รวมแล้วมีการตรวจสอบและคัดคนที่ไม่มีคุณสมบัติในลักษณะต้องห้ามออกไปอีกเกือบ 3,000 คน

นอกจากนี้ กกต.มีมติให้ใบส้มเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 20 วรรค 3 วรรค 4 จำนวน 89 ใบ ระงับสิทธิ์สมัครชั่วคราว รวมทั้งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งด้วย อีก 1 คน ตามมาตรา 60 เนื่องจากได้เข้าสู่กระบวนการเลือกแล้ว จึงเป็นผู้มีส่วนทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนระดับอำเภอที่ลบไป 500 กว่าคนนั้น ไม่ได้ให้ใบส้มเพราะยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการเลือกระดับอำเภอ แต่จะไปพิจารณาว่าผู้ที่สมัครรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ แต่ยังไปสมัครรับเลือก ซึ่งถือเป็นคดีอาญา

นายแสวง กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เรื่องร้องเรียนข้างต้นคิดเป็น 65% หรือราวๆ 600 กว่าเรื่องจากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 800 กว่าเรื่องที่มาเข้ามาจนถึงขณะนี้ โดยเป็นเรื่องความปรากฏซึ่งมีผู้สมัครมาร้องเอง และที่ กกต.ลบชื่อออก ดังนั้น จึงเหลืออยู่ราวๆ 200 เรื่องที่ต้องพิจารณา

ส่วนกรณีการสมัครไม่ตรงกลุ่มที่ถูกวิจารณ์ว่าคนแบบนี้ไปอยู่กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ได้อย่างไรนั้น สังคมอาจจะเข้าใจยังไม่ตรงมาก เพราะเวลาพูดถึงกลุ่มอาชีพ ซึ่งตามมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ และคำว่ากลุ่มตามมาตรา 11 ของ พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่มีกลุ่มอาชีพ แต่เป็น “กลุ่มของด้าน” ทั้ง 20 ด้าน ในแต่ละด้านจะมีอาชีพเป็นส่วนหนึ่งของคนประเภทหนึ่ง มีคน 6 ประเภท ที่สามารถเป็นผู้สมัครได้ ไม่ใช่แค่อาชีพอย่างเดียว 1.ความรู้ในด้านนั้น 2.ความเชี่ยวชาญในด้านนั้น 3.อาชีพในด้านนั้น 4.ประสบการณ์ด้านนั้น 5.ลักษณะและประโยชน์ร่วมกัน และ 6.ทำงานหรือเคยทำงานร่วมกัน ซึ่งกฎหมายเปิดกว้างให้คนสมัครด้านใดด้านหนึ่งได้ และมีผู้รับรอง 1 คน ซึ่งเคลียร์แล้ว กกต.ตรวจสอบแล้ว

นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มความผิดที่ 2 คือการดำเนินการในวันเลือก คือวันที่ 9 , 16 และวันที่ 26 มิ.ย.มีสำนวนร้อง 3 สำนวนนั้น กกต.พิจารณาเสร็จแล้ว และมีสำนวนที่ไปร้องศาลฎีกา 18 คดี ตามมาตรา 44 ศาลฎีกาได้ยกคำร้องทุกคดีแล้ว และส่วนที่ 3 การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ตอนนี้มีอยู่ 47 เรื่อง คือ เรื่องที่สังคมเรียกว่าการจัดตั้ง การฮั้ว การบล็อกโหวต ซึ่งสำนักงานกกต.ได้รวบรวมพยานหลักฐานได้มาพอสมควร ซึ่งลักษณะที่รวบรวมมาพบว่าเป็นขบวนการที่ต้องใช้กระบวน การทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน ทางสำนักงาน กกต.จึงได้ขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบ ปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมแล้ว 23 นาย ซึ่งประสานงานกันตลอดประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว โดยขอใช้เทคนิคอุปกรณ์มาตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้สมัคร หรือคนอยู่เบื้องหลัง จะได้ถึงไหนอย่างไรเพื่อนำเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเรื่องการกระทำที่อาจจะทำให้การเลือกไม่สุจริต

“เมื่อดำเนินการมาถึงขั้นนี้ทั้ง 3 กลุ่มความผิด กระบวนการเลือกตั้ง 3 ระดับจบหมดแล้วไม่มีคดีค้างที่ศาล ถือว่าการเลือกเป็นไปโดยชอบ ในส่วนของความไม่สุจริต และเที่ยงธรรม เมื่อมีคำร้องสำนักงาน กกต.ได้รับเป็นสำนวนเอาไว้แล้วขณะนี้ได้รวบรวมพยานหลักฐานข้อมูลไว้แล้ว แต่ข้อมูล ณ วันนี้ยังไม่พอเพียงที่จะบอกว่าเขากระทำความผิด สำนักงานต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงตามที่กฎหมายกำหนดในชั้นนี้ จึงไม่สามารถบอกได้ว่าการเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และด้วยเหตุผลดังกล่าว กกต.จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าการเลือก สว.เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม จึงมีมติประกาศผลการเลือก สว.ของแต่ละกลุ่มทั้ง 20 กลุ่ม ลำดับที่ 1 ถึง 10 ของแต่ละกลุ่ม ส่วนลำดับที่ 11 – 15 ของแต่ละกลุ่มเป็นบัญชีสำรอง ยกเว้นกลุ่มที่ 18 ซึ่ง กกต.ได้ระงับสิทธิ์ชั่วคราว (ใบส้ม) ของผู้ได้รับเลือก 1 คน ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 – 10 จึงต้องเลื่อนสำรองลำดับที่ 11 ขึ้นมาแทน ทำให้เหลือสำรองกลุ่มนี้แค่ 4 คน

ดังนั้น กกต.รับรองครบ 200 คน และบัญชีสำรอง 99 คน เรียบร้อยเพื่อให้เปิดสภาได้” นายแสวง กล่าวและว่า สว.ทั้ง 200 คน ให้มารับหนังสือรับรองการรับเลือกเป็น สว.เพื่อเป็นหลักฐานในการรายงานตัวกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 11 – 12 กรกฎาคม เวลา 08.30 – 16.30 น.ซึ่งเตรียมสถานที่รองรับเรียบร้อยแล้วที่ชั้น 2 สำนักงาน กกต.

ทั้งนี้ นายแสวง ยืนยันว่า การประกาศไปก่อนแล้วมาสอยทีหลัง เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 ส่วนที่ได้ใบส้มไป 1 คน จนต้องเลื่อนลำดับสำรองมาแทน เพราะพบความผิดชัดเจนในเรื่องของคุณสมบัติ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo