Opinions

จากผู้ร้ายในกระแส !! : FAO เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

Avatar photo
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight

จากผู้ร้ายในกระแส : FAO เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

ในช่วงที่สังคมไทยมีความกังวล ต่อกระแสการระบาดของสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) โดยเฉพาะปลาชนิดหนึ่งที่ในโลกออนไลน์ได้ตีความและขยายความไปไกลถึงขั้นเรียกมันว่า “ปลานักล่า” ที่คุกคามระบบนิเวศอย่างรุนแรง หากแต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า ความเข้าใจเช่นนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางชีววิทยา

ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) มีถิ่นกำเนิดในบริเวณน้ำกร่อย และปากแม่น้ำ ของแอฟริกาตะวันตก ต่อมาถูกนำไปยังหลายประเทศทั่วโลก เพื่อประโยชน์ด้านการประมงและการเพาะเลี้ยง สายพันธุ์นี้อยู่ในวงศ์ Cichlidae กลุ่มเดียวกับปลานิลและปลาหมอเทศ ซึ่งเป็นปลาที่คนไทยคุ้นเคยดี

FAO

ปลาชนิดนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมล่าเหยื่อ หรือกินปลาอื่นเป็นอาหารหลัก ไม่ได้มีบทบาทนักล่าแบบ predator 

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ แม้จะอยู่ในวงศ์เดียวกับปลา ที่แพร่หลายในระบบเพาะเลี้ยง แต่ปลาหมอคางดำ มีลักษณะชีววิทยาและพฤติกรรมการกินแตกต่างจากปลากินเนื้อ หรือปลานักล่าโดยสิ้นเชิง จากฐานข้อมูลของ FAO ระบุว่า ปลาชนิดนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมล่าเหยื่อ หรือกินปลาอื่นเป็นอาหารหลัก ไม่ได้มีบทบาทนักล่าแบบ “predator” ตามความหมายทางนิเวศวิทยา

งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ที่วิเคราะห์เนื้อหาในกระเพาะอาหารของปลาหมอคางดำ จากแหล่งน้ำธรรมชาติหลายพื้นที่ พบรูปแบบการกินที่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน อาหารหลักของมันคือแพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) สาหร่าย และอินทรียวัตถุหรือเศษซากสิ่งมีชีวิต สัดส่วนอาหารกลุ่มนี้มีปริมาณสูงกว่าอาหารจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เช่น ปลาอื่นหรือสัตว์หน้าดินอย่างเด่นชัด กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปลาหมอคางดำ จัดอยู่ในกลุ่ม คือ กินแพลงก์ตอน จุลินทรีย์ สาหร่าย และเศษอินทรียวัตถุเป็นหลัก (planktivorous และ detritivorous) ไม่ได้มีโครงสร้างหรือพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเป็นนักล่า

FAO

ลักษณะทางกายภาพที่สะท้อนรายละเอียดดังกล่าวอย่างชัดเจน คือ ปลาในกลุ่ม tilapia รวมถึงปลาหมอคางดำ มีปากและฟันขนาดเล็ก ไม่มีเขี้ยวแหลม หรือโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อจับและฉีกเหยื่อขนาดใหญ่ พฤติกรรมการกินส่วนใหญ่เป็นการหยิบ หรือกรองอาหารตามพื้นท้องน้ำ หรือในมวลน้ำ มากกว่าการไล่ล่าเหยื่อแบบปลานักล่า เช่น ปลากะพงหรือปลาช่อน

ดังนั้น การเหมารวมว่าปลาหมอคางดำเป็น “ปลาผู้ล่า” โดยธรรมชาติ จึงไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนเช่นนี้ไม่เพียงทำให้สังคมตื่นตระหนกเกินจริง แต่ยังอาจเบี่ยงเบนทิศทางการจัดการปัญหาที่ถูกต้องได้

FAO

อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าปลาหมอคางดำ ไม่ใช่ปลานักล่า ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงทางนิเวศ ปัจจัยที่ทำให้ปลาชนิดนี้ถูกจับตาในหลายประเทศ คือความสามารถในการปรับตัวสูง มันสามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำกร่อย น้ำเค็ม และในน้ำจืด ในบางกรณี มีอัตราการสืบพันธุ์สูง และทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ปลาหมอคางดำ สามารถเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว และอาจแข่งขันกับปลาพื้นถิ่นในด้านอาหาร และแหล่งอาศัยในระบบนิเวศ หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของ “การแข่งขัน” มากกว่าการ “ล่า”

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ปลานักล่า” กับ “ชนิดพันธุ์ที่แข่งขันเก่งและขยายพันธุ์เร็ว” เป็นเรื่องสำคัญของการกำหนดนโยบาย หากเรามองว่าเป็นสัตว์นักล่า แนวทางจัดการหลงทิศทาง แต่เมื่อข้อมูลชัดเจนว่าอาหารหลักคือแพลงก์ตอนและอินทรียวัตถุ แนวทางที่เหมาะสมควรเน้นการควบคุมประชากรอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

FAO และแนวคิดการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในระดับสากล มุ่งเน้นการลดจำนวนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมให้จับขึ้นมาใช้เป็นอาหารคนหรืออาหารสัตว์ เพื่อลดแรงกดดันในธรรมชาติ และควบคุมไม่ให้แพร่กระจายในพื้นที่ระบบนิเวศสำคัญ

ประเทศไทยจึงต้องขับเคลื่อนมาตรการบนฐานข้อมูล ไม่ใช่บนกระแสความเชื่อ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้สาธารณชนเห็นว่า ปลาหมอคางดำ “ไม่ใช่ปลานักล่า” แต่เป็นปลาที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง จะช่วยให้สังคมร่วมมือกับภาครัฐอย่างมีเหตุผล สนับสนุนมาตรการควบคุมจำนวน การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

FAO

สำหรับรายงานของ FAO ฉบับนี้ ไม่ได้ลดทอนความสำคัญของปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ แต่ช่วยจัดวางกรอบความเข้าใจให้ตรงจุดและถูกต้อง เพราะการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากความจริง ไม่ใช่ความตื่นตระหนก ด้วยความรับผิดชอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

741157

ปลาหมอคางดำ อาจเป็นความท้าทาย แต่ไม่ใช่ปีศาจนักล่า ตามที่ถูกกล่าวหา และเมื่อเรามองมันอย่างถูกต้อง การจัดการก็จะตรงเป้า มีประสิทธิภาพ และนำพาสังคมไปสู่ทางออกที่เป็นระบบมากกว่าเดิม

แหล่งอ้างอิงหลัก
1. FAO (2023). Sarotherodon melanotheron (Rüppell, 1852) — Species Fact Sheet.
2. Kone, T. & Teugels, G.G. (2003). “Food habits of Sarotherodon melanotheron in brackish water lagoon.” Journal of Fish Biology, 63(2): 356–369.
3. Ecoutin, J.M., Albaret, J.J., Laë, R. (2010). “Diet and feeding ecology of Sarotherodon melanotheron in West African estuaries.” Estuarine, Coastal and Shelf Science, 88(2): 273–283.

อ่าน่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่