Opinions

‘3 ปัจจัยทับซ้อน’ ดัน ‘ราคาทองคำ’ พุ่งมากกว่าปกติ

Avatar photo

“วรภัค” ชี้การ “ทับซ้อน” ของ 3 ปัจจัยใหญ่ สาเหตุ “ราคาทองคำ” พุ่งพรวด ล่าสุด ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ระบุ การที่ทองมีฐานความต้องการจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ทำให้การ “ย่อตัว” ของราคา จะไม่แรงมากนัก

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Vorapak Tanyawong แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาทอง ที่กำลังทะยานขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ โดยระบุว่า

ราคาทองคำ

สมัยเริ่มทำงานธนาคารในช่วงปี 2532 ราคาทองอยู่ที่บาทละประมาณ 4,500 บาท ตอนสมัครทำงานธนาคาร Bank of America ปีแรกได้เงินเดือน 27,500 บาท คือซื้อทองได้ 6 บาท ปัจจุบันเด็กจบใหม่เข้าทำงานธนาคารต่างชาติ เงินเดือนเริ่มต้นอย่างมากซื้อทองได้ประมาณบาทเดียว

การที่ทองคำ “ขึ้นพรวด” รอบนี้ (ถึงระดับเหนือ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปลาย ม.ค. 2569) ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการ “ทับซ้อน” ของ 3 แรงใหญ่: ความเสี่ยงการเมือง/ภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ยจริง (real yields)+ ค่าเงินดอลลาร์, และ ดีมานด์เชิงโครงสร้างจากธนาคารกลาง/ETF ซึ่งพอมาเจอกับแรงโมเมนตัม และการไล่ซื้อ ก็ทำให้ราคากระชากได้มากกว่าปกติ

ทำไมขึ้นแรงขนาดนี้ “3 ชั้นของแรงซื้อ”

  • Safe haven แบบ “วิกฤติความเชื่อมั่น” มากกว่าแค่สงคราม

รอบนี้ข่าว และบทวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่า แรงซื้อทองไม่ใช่แค่ความตึงเครียดทั่วไป แต่เป็นอารมณ์ตลาดที่กังวลเรื่อง ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสหรัฐ (เช่น tariff shock/ความเสี่ยง government shutdown/แรงเสียดทานกับพันธมิตร) ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ดอลลาร์ ทำให้ทองถูกยกระดับเป็น “ที่พักเงิน”

นี่สำคัญ เพราะ “risk premium” แบบความเชื่อมั่นสั่นคลอน มักทำให้การปรับตัวของราคาทองเร็ว และแรงกว่าเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ตลาดชินชาไปแล้ว

ราคาทองคำ
วรภัค ธันยาวงษ์
  • ดอกเบี้ยจริง + ดอลลาร์: เชื้อเพลิงคลาสสิกของทอง

ทองไม่ให้ดอกเบี้ย ดังนั้นเมื่อ real yields ลดลง (หรือคาดว่าจะลดลงจากการผ่อนคลายการเงิน/คาดการณ์การลดดอกเบี้ย) “ต้นทุนเสียโอกาส” ของการถือทองจะต่ำลง และหาก ดอลลาร์อ่อน ก็ยิ่งหนุนราคาทองในหน่วยดอลลาร์

  • ดีมานด์เชิงโครงสร้าง: ธนาคารกลาง+ETF = “พื้นราคาที่สูงขึ้น”

สภาพทองคำโลก (WGC)  รายงานว่า ธนาคารกลางซื้อทองเกิน 1,000 ตันต่อปีติดต่อกันหลายปี และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อดีมานด์รวมของตลาด

แนวโน้มการบริหารทองคำในทุนสำรองถูกยกระดับจาก “ถือเฉย ๆ” ไปสู่ “บริหารเชิงรุก” มากขึ้น  สะท้อนว่าทองถูกมองเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเชิงระบบมากขึ้น

WGC ยังชี้ภาพปี 2569 ว่า หากความตึงเครียด/การแตกขั้วสูงขึ้น การซื้อจากตลาดเกิดใหม่อาจเร่งได้อีก ซึ่งทำให้ “การสนับสนุนเชิงโครงสร้าง” (structural support) ของทองแข็งกว่าในอดีต

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองแนวโน้มอย่างไร

ภาพรวมจากสำนักข่าว/สถาบันวิจัยที่ออกมาช่วงนี้ ยังให้น้ำหนักบวกต่อทองในปี 2569 แต่เตือนเรื่อง “ย่อแรง” ได้เป็นระยะ

รอยเตอร์ส รายงานโทนหลักว่า แรงหนุนมาจากภูมิรัฐศาสตร์+ดอลลาร์อ่อน+คาดการณ์ลดดอกเบี้ย และมีการพูดถึงเป้าหมายแถว 6,000 ดอลลาร์ ในปี 2569 จากบางสถาบัน/นักวิเคราะห์

เจพี มอร์แกน มองว่าราคาที่พุ่งในปี 2568 ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านการค้า/ความต้องการ ETF และธนาคารกลาง และมองต่อไปในกรอบปี2569-2570 ในทิศทางที่ยังมีแรงส่ง

ราคาทองคำ

รายงานแนวโน้มราคาทอง ปี 2569 ของ WGC วางกรอบว่า แรงซื้อจากธนาคารกลาง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นเสาหลัก แต่ก็ต้องจับตาปัจจัยมหภาค (ดอกเบี้ย/ดอลลาร์) ที่ทำให้แกว่งได้

โครงสร้างตลาดตอนนี้ “คล้ายเข้าสู่ new regime” ที่ทองมีฐานความต้องการจากนักลงทุนสถาบันหนาแน่นขึ้น ทำให้ขาลงอาจ “ไม่ลึกเหมือนเดิม” แต่ขาขึ้นก็จะ “ไวต่อข่าว/นโยบาย” มากขึ้นเช่นกัน (ผันผวนสูงขึ้น)

ปัจจัยหลักที่ต้องจับตาต่อจากนี้ (ตัวกำหนดว่าทองจะไปต่อหรือพักฐาน)

เรียงเป็น “ตัวคุมเกม” 6 ข้อ

  • Real yields ของสหรัฐ (ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยนโยบาย)

ถ้าเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้น หรือการผ่อนคลายการเงินทำให้ real yields ลดลง หนุนทองชัด

  • ค่าเงินดอลลาร์ (DXY) และความผันผวน FX

ดอลลาร์อ่อน+ความผันผวนค่าเงินสูง มักส่งเงินเข้าทองเร็ว

  • เสถียรภาพนโยบายสหรัฐ: ภาษีศุลกากร/ชัตดาวน์/ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ตลาดกำลัง “price in” ความเสี่ยงเชิงสถาบันมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวขับ risk premium ของทอง

  • การซื้อทองของธนาคารกลาง (โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่)

ถ้าตัวเลขซื้อสุทธิรายเดือน/รายไตรมาสยังแรง จะเป็น “พื้นราคา” สำคัญ

  • กระแสเงินเข้าออกของกองทุน ETFs ทองคำ

รอบที่มีเงินไหลเข้า ETF ต่อเนื่อง มักทำให้ “ยกเพดานราคา” ได้เร็ว (รอยเตอร์ส ก็ชี้ว่า ETF inflows เป็นแรงส่งสำคัญในช่วงที่แล้ว)

  • แรงเก็งกำไร/positioning และภาวะตลาดตึง (crowded trade)

เมื่อราคาวิ่งแรงมาก ความเสี่ยงคือ “ย่อแรง” จากการทำกำไร/ลดความเสี่ยง แต่ถ้าดีมานด์เชิงโครงสร้างยังรองรับ การย่อมักกลายเป็นจังหวะซื้อของฝั่งระยะยาว (นี่คือรูปแบบที่นักวิเคราะห์หลายรายพูดถึงว่า pullback จะมีแรงรับ)

ราคาทองคำ

สรุปเชิงกลยุทธ์

Base case (เป็นไปได้มากสุด): ทองยัง “แข็ง” ในปี 2569 เพราะ 3 เสาหลักยังอยู่ (policy uncertainty+real yields/ดอลลาร์+CB/ETF) แต่จะมีช่วงย่อแรงเป็นระยะจากความร้อนแรงของราคา

Bull case: ความตึงเครียดยกระดับ (การค้า/ภูมิรัฐศาสตร์/ความเชื่อมั่นต่อ USD) + real yields ลงต่อ มีสิทธิ์เห็นโซนที่นักวิเคราะห์บางรายพูดถึงใกล้ 6,000 ดอลลาร์

Bear case: ถ้าเฟด “กลับลำ” เข้มขึ้น real yields เด้งแรง ดอลลาร์กลับมาแข็ง และความเสี่ยงการเมืองคลี่คลายพร้อมกัน ทองอาจพักฐานแรง (แต่ผมมองว่าความต่างจากอดีตคือยังมีแรงซื้อธนาคารกลางต่าง ๆ ค้ำอยู่)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg