Opinions

ไม่ใช่พายุท้องถิ่น! ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ตอกย้ำ ‘ยุคมรสุมแบบใหม่’ ที่ต้องเปลี่ยนวิธีรับมือ

Avatar photo

“ธารา บัวคำศรี” นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และอดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Tara Buakamsri แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 

นักสิ่งแวดล้อมรายนี้ ระบุว่า ภาคใต้กำลังจมอยู่ใต้น้ำด้วย “มรสุมรูปแบบใหม่” แต่ยังจัดการเหมือนมรสุมแบบเดิม โดยหาดใหญ่น้ำท่วมแสนสาหัส และไม่ใช่แค่หาดใหญ่ พื้นที่กว้างของสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงข้ามพรมแดนไปถึงมาเลเซีย ก็โดนเหมือนกัน

หาดใหญ่

ถนนหายไปใต้กระแสน้ำสีน้ำตาลขุ่น บ้านเรือนไฟดับ สนามบิน กับโรงแรม กลายเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้าง

พอน้ำมีระดับสูงขึ้น ก็ได้ยินคำพูดเดิม ๆ วนมาอีกครั้งว่า “ฝนตามฤดูกาล” “ภัยธรรมชาติ” “เราทำอะไรไม่ได้หรอก” คำอธิบายเหล่านี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งที่กำลังถล่มภาคใต้ของไทยตอนนี้ ไม่ใช่แค่ “มรสุมตามปกติ” แต่คือฝนที่ชุ่มกว่า เข้มข้นกว่า และเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากกว่าเดิม ขับเคลื่อนด้วยระลอกมรสุมฤดูหนาวที่ทรงพลัง และ “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศ” (moisture corridors) ที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้นจากแปซิฟิกตะวันตก

วิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่า ภัยคุกคามกำลังเปลี่ยน แต่การเตรียมความพร้อม โครงสร้างพื้นฐาน และจินตนาการทางการเมืองของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงตาม

หาดใหญ่
ธารา บัวคำศรี

แนวฝนยาวพาดทั้งคาบสมุทร ไม่ใช่พายุท้องถิ่น

เริ่มจากหลักฐานที่ง่ายที่สุด นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ของเมืองเดียว แต่เป็นฝนตกเทหลายวัน ชุดเดียวกันที่ทำให้หาดใหญ่จม พร้อม ๆ กับที่กระหน่ำคาบสมุทรมาเลเซีย และบางส่วนของชายฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน

แผนที่สถานีวัดฝนของ คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (ThaiWater) แสดงให้เห็น “แนวฝนหนักถึงหนักมาก” ต่อเนื่องเป็นทางเชื่อมยาวจากภาคใต้ตอนล่าง ลงไปถึงมาเลเซียตอนเหนือ

ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยกลับค่อนข้างปกติ รูปแบบสุดโต่งแบบ “พาดขนานชายฝั่ง” เช่นนี้คือ ลายเซ็นของเหตุการณ์เคลื่อนย้ายความชื้นขนาดใหญ่ในชั้นบรรยากาศ (a large-scale moisture transport episode) ไม่ใช่พายุฝนฟ้าคะนองหลงทางมา

ชั้นข้อมูลลม และดาวเทียม ก็เห็นแบบแผนทางเรขาคณิตเดียวกัน แนวกลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนองที่ยาว และค่อนข้างแคบพาดจากทะเลอันดามัน/อ่าวเบงกอล ผ่านภาคใต้ของไทยไปยังทะเลจีนใต้ และฟิลิปปินส์

รูปทรงนั้นสำคัญ เพราะมันบอกเราว่า ความชื้นมาจากไหน และทำไมฝนถึงยืดเยื้อหลายวัน

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุปัจจัยขับเคลื่อนระยะสั้นอย่างชัดเจนแล้ว ระลอกมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดอากาศชื้นเข้าปกคลุมอ่าวไทย ไปปะทะกับหย่อมความกดอากาศต่ำแถบทะเลอันดามัน/มาเลเซีย

เป็นสภาวะการณ์ที่มักทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนหนัก ถึงหนักมากช่วงพ.ย.-ม.ค. อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต่างออกไปตอนนี้คือ “ความรุนแรง” และ “ความยืดเยื้อ”

หาดใหญ่

“แม่น้ำบนท้องฟ้า” สภาวะใหม่ที่ควรพิจารณา

งานวิจัยล่าสุดเรื่อง “แม่น้ำในบรรยากาศของแปซิฟิกตะวันตก” (Distinct characteristics of western Pacific atmospheric rivers affecting Southeast Asia) ช่วยอธิบายว่า ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ถึงอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Atmospheric Rivers (ARs) หรือ “แม่น้ำบนท้องฟ้า” ไม่ได้เหมือนพายุฤดูหนาวแบบแคลิฟอร์เนีย แต่คือ “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศที่ฝังตัวอยู่ในลมมรสุม” เป็นทางเชื่อมไอน้ำยาวแคบ ที่ขนส่งไอน้ำเข้มข้นที่สุดในช่วงต.ค.-มี.ค. และมักพุ่งเป้าไปยังชายฝั่งทะเลจีนใต้ และอ่าวไทย รวมทั้งภาคใต้ของไทย และคาบสมุทรมาเลเซีย

รูปแบบฝนในช่วงสัปดาห์นี้ สอดคล้องอย่างมากกับกลไกตามแบบ Atmospheric Rivers กล่าวคือ มี “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศ” ที่ต่อเนื่อง และยาว เคลื่อนมากับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ คอยป้อนความชื้นให้เกิดฝนสะสมหนักยาวหลายวันตลอดคาบสมุทร และลามข้ามพรมแดนไปยังประเทศข้างเคียง

การใช้คำว่า Atmospheric Rivers มีข้อระมัดระวัง การยืนยันว่าเป็น Atmospheric Rivers จริงต้องอาศัยการวิเคราะห์ Integrated Vapor Transport (IVT) จากฐานข้อมูล ERA5

IVT เป็นตัวชี้วัดปริมาณการลำเลียงไอน้ำในแนวราบทั้งหมดตลอดชั้นบรรยากาศ โดยคำนวณจากการผนวกรวมความเร็วลม และปริมาณความชื้นในแนวดิ่งตลอดทั้งคอลัมน์ บรรยากาศทั้งหมดค่า IVT เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจวัฏจักรน้ำของโลก และใช้ระบุปรากฏการณ์บรรยากาศที่ทรงพลังอย่าง “atmospheric rivers” ซึ่งมีลักษณะเป็นแนวแคบ ๆ ที่มีค่า IVT สูงมากผิดปกติ

ERA5 เป็นฐานข้อมูลการวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศทั่วโลก (Global Climate Reanalysis) รุ่นที่ 5 ที่ผลิตโดยศูนย์ยุโรปเพื่อพยากรณ์อากาศระยะกลาง (ECMWF) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาพที่สมบูรณ์ และสอดคล้องกันของสภาพอากาศในอดีต และปัจจุบัน

shutterstock 2421183701

ข้อมูลประกอบด้วยค่าประมาณรายชั่วโมงของตัวแปรสภาพภูมิอากาศหลายชนิดทั่วชั้นบรรยากาศ พื้นดิน และมหาสมุทร โดยครอบคลุมพื้นผิวโลกบนกริดประมาณ 30 กิโลเมตร และไล่ระดับชั้นบรรยากาศขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร

แต่ถึงยังไม่มีข้อมูลวิเคราะห์สุดท้าย ดัชนีก็มาชัดนั่นคือ อยู่ในฤดูกาลเดียวกัน รูปทรงของเส้นทางเชื่อมต่อความชื้นในชั้นบรรยากาศมีลักษณะยาวไกล ฝนตกสุดขั้วต่อเนื่องหลายวัน และ มีความสอดคล้องที่ข้ามพรมแดน

ทำไมประเด็นนี้ถึงสำคัญต่อการวางนโยบาย

เพราะถ้า “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศแบบ Atmospheric Rivers” เป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงจริง น้ำท่วมก็ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่อีกต่อไป แต่คือเหตุการณ์ความชื้นในชั้นบรรยากาศระดับภูมิภาค ที่คาดการณ์ได้ ติดตามเส้นทางได้ และเกิดซ้ำได้ตามฤดูกาล

เมื่อเรามองน้ำท่วมแบบนี้ รูปแบบการรับมือของรัฐต้องเปลี่ยนทั้งหมด ตั้งแต่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารจัดการเขื่อน อ่างเก็บน้ำและการระบายน้ำ การวางแผนคมนาคม/เส้นทางอพยพ ไปจนถึงการจัดสรรงบภัยพิบัติให้สอดคล้องกับภัยที่เป็น “ระบบใหญ่และข้ามพรมแดน” ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเฉพาะจุดอีกแล้ว

แนวโน้มระยะยาวชี้ ความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย

หลักฐานจากสถานีวัดฝนในไทยเองยืนยันฉากทัศน์นี้ งานศึกษาของ TDRI/Atmospheric Research (2498-2557) พบการเปลี่ยนแปลงสำคัญ กล่าวคือไทยมี “จำนวนวันฝนน้อยลง แต่ฝนหนักขึ้นเมื่อฝนตกลงมา”

ดัชนี Simple Daily Intensity Index เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่จำนวนวันฝนลดลง กล่าวอีกอย่างคือ ฝน “ถูกรวมตัว” ให้ตกในลักษณะที่รุนแรงขึ้น (more violent brust)

ที่เกี่ยวข้องกับหาดใหญ่มากยิ่งขึ้นคือ งานวิจัยพบว่า ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยตอนล่างมีแนวโน้ม “ฝนมากขึ้น” ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือช่วงฤดูหนาว ขณะที่ฝั่งอันดามันกลับมีแนวโน้มแห้งลง

หาดใหญ่

ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีปริมาณฝนรายปีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว +47 มิลลิเมตรต่อทศวรรษอย่างมีนัยสำคัญ และปริมาณฝนในฤดูแล้ง/ฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือแนวชายฝั่งเดียวกับที่กำลังถูกฝนถล่ม และน้ำท่วมหนักอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือระลอกแรงพัดเข้ามา จึงไม่ได้มาถึงพื้นที่ที่มีสภาพเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ไปตกทับบนภูมิภาคที่ “สภาพพื้นฐานของภูมิอากาศ” กำลังเปลี่ยนไปอยู่แล้ว กล่าวคือฝนฤดูมรสุมมีแนวโน้มตกหนักสุดขั้วมากขึ้นเรื่อย ๆ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมน้ำท่วมในปัจจุบันถึงดูเหมือน “ระเบิด” และลุกลามเร็วกว่าในความทรงจำของผู้คน

สัญญาณภูมิอากาศแปซิฟิก กำลังเพิ่มแต้มต่อ ให้เหตุการณ์สุดขั้วเกิดง่ายขึ้น

สภาพมหาสมุทรบรรยากาศในระดับใหญ่ก็มีส่วนสำคัญ งานวิเคราะห์ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า “ฝนสุดขั้ว” ในไทยมักแรงขึ้น ในช่วงที่เกิดลานีญา และช่วงที่ Pacific Decadal Oscillation (PDO) อยู่ในเฟสลบ เพราะสองสภาวะนี้ช่วยเสริมการลำเลียงความชื้น ให้ไหลเข้ามายังภูมิภาคมากขึ้น

ปลายปี 2568 นี้อยู่ในช่วงลานีญา และค่า PDO ก็เป็นลบ ซึ่งเป็นชุดสภาวะที่ในอดีตมักขยายความแรงของฝนมรสุมฤดูหนาวในประเทศไทยให้หนัก และยาวกว่าปกติ

PDO คือ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในภูมิภาคโดยรอบ โดยมีวัฏจักรเป็น วัฏจักรแบบอบอุ่น (Warm Phase) และ วัฏจักรแบบเย็น (Cool Phase)

shutterstock 2266627383

แต่ละระยะอาจยาวนานประมาณ 20-30 ปี รูปแบบนี้คล้ายกับเอลนีโญ แต่มีระยะเวลาที่ยาวนานกว่า และมีอิทธิพลอย่างมากต่อรูปแบบสภาพอากาศ ลม และระดับน้ำฝน

สภาวะการณ์ข้างต้นอาจไม่ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมโดยตรงด้วยตัวมันเอง แต่จะทำให้เหตุการณ์ความชื้น และฝนหนักแบบที่ฝังตัวอยู่ในมรสุมเกิดได้ง่ายขึ้นและรุนแรงขึ้น

ดังนั้นถ้าเรารู้กลไกนี้อยู่แล้ว ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงลานีญา เราควรยกระดับการเตรียมพร้อมล่วงหน้าให้เข้มข้นขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุ แล้วค่อยตกใจพาดหัวข่าวกันอีก

ตอนนี้เรายังบริหารจัดการน้ำท่วม ราวกับเป็นเหตุฉุกเฉินเล็ก ๆ เฉพาะจุด และเกิดแค่ช่วงสั้น ๆ เราโฟกัสที่ “การรับมือปลายทาง” เช่น กู้ภัยด้วยเรือ วางกระสอบทราย แจกของช่วยเหลือแบบเฉพาะหน้า

แต่กลับลงทุนไม่พอใน “การป้องกันล่วงหน้า” การพยากรณ์ที่แม่นยำ และการออกแบบเมือง และโครงสร้างที่ทนทานต่อฝนสุดขั้ว

ที่สำคัญ เรายังมองเหตุการณ์ที่ลามข้ามพรมแดน เหมือนมันหยุดอยู่ตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง

ไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่คือ “ทางเลือกเชิงนโยบาย”

ถ้าภาคใต้ของไทยกำลังอยู่ใน “เขตปะทะซ้ำ ๆ” ของแนวลำเลียงความชื้นแบบ Atmospheric Rivers และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงต.ค.-มี.ค. เราสามารถคาดการณ์เหตุการณ์แบบนี้ล่วงหน้าได้เป็นวัน ๆ ด้วยข้อมูล ERA5 (ค่า IVT)

การติดตามระลอกมรสุมในภูมิภาค และสัญญาณ Madden-Julian Oscillation แท้ที่จริง การพยากรณ์มีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือ ระบบการกำกับดูแล และบัญชาการ ที่แปลงคำเตือนให้เป็นการตัดสินใจ และการลงมือทำทันเวลา

Madden Julian Oscillation คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศในเขตร้อน ซึ่งเกิดจากกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ เคลื่อนตัวจากทิศตะวันตก ไปยังทิศตะวันออก ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก โดยกินเวลาประมาณ 30-60 วัน

ปรากฏการณ์นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ทำให้เกิดความแปรปรวนของฝน เช่น อาจทำให้เกิดฝนตกหนักขึ้น หรือเกิดสภาวะฝนแล้งได้ และยังส่งผลต่อปรากฏการณ์สภาพอากาศอื่น ๆ เช่น พายุโซนร้อน และเอลนีโญ

หาดใหญ่

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนทันที

  • ยกระดับระบบเตือนภัย

ให้ยึด “ตัวกระตุ้นความชื้นในบรรยากาศ” (moisture-transport triggers) เป็นหลักการแจ้งเตือน ไม่ควรดูแค่ตัวเลขฝนในพื้นที่แบบจุดต่อจุด แต่ต้องรวมความแรงของระลอกมรสุม และการติดตาม “แนวลำเลียงความชื้น”  (IVT corridor) ซึ่งเป็นตัวการจริงของฝนหนักต่อเนื่องหลายวัน

  • วางแผนการจัดการน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงข้ามพรมแดน

แนวฝนหนักตลอดคาบสมุทร ไม่สนใจเส้นเขตแดน ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จึงต้องมีการประเมินความเสี่ยงตามฤดูกาลร่วมกัน และมีมาตรการฉุกเฉินที่ประสานจังหวะกัน สำหรับเหตุการณ์ความชื้นในบรรยากาศที่ฝังตัวในมรสุม

  • ออกแบบ และปรับมาตรฐานระบายน้ำเมือง ให้รับ “ฝนน้อยวัน แต่หนักมาก”

ภูมิประเทศที่เป็นแอ่ง ที่ลุ่ม และการไหลบ่ารวดเร็วของน้ำของหาดใหญ่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่ใหม่คือ “ความเข้มของฝน” ลำรางระบายน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ และความจุ การกักเก็บต้องปรับตามฝนสุดขั้วแบบดัชนีปริมาณฝนสูงสุดในรอบหนึ่งวัน (Rx1day) /ดัชนีปริมาณฝนสูงสุดใน 5 วัน (ดัชนี Rx5day) ที่กำลังเพิ่มขึ้น

  • ปกป้องระบบนิเวศต้นน้ำ และพื้นที่รับน้ำที่เป็นกันชนตามธรรมชาติ

ฝนที่ตกหนักแบบกระจุกตัว จะกลายเป็นหายนะเร็วขึ้นมาก เมื่อภูเขาถูกทำลาย และพื้นที่น้ำหลากถูกสร้างทับ นโยบายการจัดการน้ำท่วม ที่ไม่พ่วงนโยบายผังเมือง และการใช้ที่ดินก็เป็นแค่ “ละครจัดการน้ำ”

หยุดโทษชุมชน แล้วหันมาคุมระบบที่ทำให้เสี่ยง น้ำท่วมภาคใต้ไม่ได้เกิดเพราะ “ชาวบ้านประมาท” แต่มาจากฝนมรสุมที่รุนแรงขึ้น ปะทะโครงสร้างพื้นฐาน และภูมิทัศน์ที่เปราะบาง ความรับผิดชอบจึงอยู่ที่การวางแผนระดับชาติ ไม่ใช่การหาชุมชนท้องถิ่นเป็นแพะรับบาป

587255328 1436293468068449 6572792143997442871 n

มรสุมเปลี่ยนแล้ว เราก็ต้องเปลี่ยนตาม

ภาคใต้จะเป็นพื้นที่ฝนชุกเสมอ ค่าปกติ 30 ปีของกรมอุตุนิยมวิทยา ชี้ชัดว่า คาบสมุทรคือหัวใจฝนของประเทศ แต่คำถามคือ ภาคใต้จะยัง “อยู่ได้” หรือไม่ ในโลกที่ฝนมาเป็นชุด ที่กระจุกตัว รุนแรง และยาวนานกว่าเดิม

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคมรสุมแบบใหม่ ที่ถูกขับด้วยแนวลำเลียงความชื้นในชั้นบรรยากาศ ฤดูหนาวที่แรงขึ้น ระลอกฝนแบบ Atmospheric Rivers และสภาวะภูมิอากาศแปซิฟิก ที่เพิ่มโอกาสสุดขั้ว น้ำที่กำลังสูงขึ้นในหาดใหญ่ จึงไม่ใช่แค่เหตุธรรมชาติ แต่คือ “สัญญาณเตือน”

เราจะเลือกอ่านสัญญาณนี้ และเปลี่ยนระบบให้ทัน หรือจะยังทำเหมือนว่านี่คือมรสุมแบบเดิม ๆ จนกระทั่งน้ำท่วม “ตามฤดูกาล” ครั้งถัดไป ใหญ่เกินจะรับมือไหว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg