Entertainment

‘ทูน หิรัญทรัพย์’ ซุ่มคบสาวในวงการอายุห่าง 20 ปี แย้มอักษรย่อ K รอพร้อมเปิดตัว


เปิดตัวรักใหม่ ทูน หิรัญทรัพย์ ซุ่มคบสาวในวงการอายุห่าง 20 ปี แย้มอักษรย่อ K เป็นฟรีแลนซ์ เจอกันในกองถ่าย เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อน กลายเป็นคนที่รู้ใจ รออีกฝ่ายพร้อมเปิดตัว

นักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถ ทูน หิรัญทรัพย์ อดีตคาสโนวาคนแรกของวงการ ควงลูกสาวคนเล็ก น้องน้ำตาล วาสิตา อัปเดตเรื่องดวงตา ที่ตอนนี้ตาซ้ายเกือบบอดสนิท ตาขวาเหลือการมองเห็นแค่ 30% พร้อมแย้มเรื่องหัวใจ เปิดตัวรักใหม่เป็นสาวในวงการอายุห่างกัน 20 ปี ผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่องวัน31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ หนิง ปณิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ทูน หิรัญทรัพย์

เปิดตัวรักใหม่ ทูน หิรัญทรัพย์ ซุ่มคบสาวในวงการอายุห่าง 20 ปี แย้มอักษรย่อ K รอพร้อมเปิดตัว

อัปเดตดวงตาของพี่หน่อย ทีมงานบอกว่า ข้างซ้ายมองไม่เห็นเกือบ 100% ?

ทูน : “ใช่ครับ มันเริ่มจากข้างขวามันมืดไปแล้วนะครับ ซึ่งเหลือแต่ข้างซ้ายซึ่งมันข้ามมาได้ ข้างซ้ายมันก็รักษาไว้ แต่หมอบอกว่ามันเหลือแค่ประมาณ 30% เอง”

ตอนนี้ข้างไหนชัดกว่ากัน ?

ทูน : “ข้างซ้ายครับที่เห็นได้ แต่ข้างนี้ไม่เห็นแล้ว”

มันมืดเลยเหรอพี่ ?

ทูน : “เวลาคุยกับใครก็อย่าหยิ่งครับ ต้องหัน”

เมื่อกี้เจอข้างล่างดูไม่มีอาการอะไรที่ผิดปกติเลย ?

ทูน : “เวลามันผ่านไปนานแล้วเป็นปีละ เราก็ชินกับมัน แล้วการที่จะเห็นอะไรต่าง ๆ มันก็กลับมาปกติ แต่ว่าขับรถไม่ได้เท่านั้นเองที่ไม่ปกติ มันอันตรายคนอื่น ไม่ใช่อันตรายเรา”

หมอบอกว่ารักษาได้ไหม ?

ทูน : “รักษาได้ครับ แต่ต้องรอให้สเต็มเซลล์มันเข้าสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ถ้าตัดนิ้ว หูหาย เขาใช้สเต็มเซลล์ปลูกได้ แต่ว่าตามันละเอียดอ่อนเลยไม่ได้ครับ”

ถ้าจำไม่ผิดพี่เพิ่งไปผ่าตัดตามา ?

ทูน : “ผ่าตานี่หมายถึงเราเปลี่ยนกระจกตาครับเมื่อปีที่แล้วนี่เอง”

แล้วมันดีขึ้นไหม ?

ทูน : “ก็ดีขึ้น คือมันเสื่อมหมอเลยบอกว่าเปลี่ยนเถอะ อะไหล่ยังมีอยู่ก็เลยเปลี่ยนให้”

รักษาตัวนานไหม ?

ทูน : “ไม่นานครับ ไปวันนี้พักคืนนึง ตอนเช้าทำเรื่องผ่าตัดอะไรเรียบร้อย ไม่ถึง 40 นาทีเราก็ออกมาแล้วครับ ที่ตกใจคืออายุขนาดนี้ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟไม่น่าจะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบเป็น 3 เส้นด้วย หมอบอกเอา 2 เส้นก่อน ก็เลยไปทำบอลลูน พอมันตีบปั๊บมันเหมือนกับหลอดน้ำ เลือดไม่ไป มีอาการปวด นู่น นี่ ก็เลยไปหาหมอ หมอเขาฉีดสี ก็เลยรู้ว่ามันไปตันอยู่ตรงนั้น”

น้องน้ำตาลให้กำลังใจคุณพ่อยังไง ?

น้ำตาล : “ถ้าคุณพ่อไปผ่าตัดเราก็ไปนอนเฝ้า พอพ่อกลับมาพักฟื้นเราก็ผลัดกันไปนอนเฝ้า แล้วก็ช่วยกันเตือนคุณพ่อทานยาแล้วก็หยอดตา”

ทูน : “เตือนแต่ไม่รู้จะฟังไหม”

ครั้งที่แล้วที่พี่มา พี่เล่าให้ฟังว่า เพราะปัญหาสุขภาพทำให้คิดฆ่าตัวตาย นั่นคือเรื่องผ่านมานานแล้วใช่ไหม ?

ทูน : “ใช่ครับ”

น้ำตาลรู้เรื่องนี้ไหม ?

น้ำตาล : “ไม่ทราบเลยจนกว่ามีออกข่าว แล้วหนูก็ทราบพร้อม ๆ กับทุกคนเลย”

วันที่เราทราบข่าว เราตกใจไหม ?

น้ำตาล : “ก็ตกใจ มีไปหาคุณพ่อ 2-3 วันหลังจากนั้น แล้วด้วยความที่เราไม่ค่อยพูดกับคุณพ่อตรง ๆ อยู่แล้ว เราก็มีการแอบเขียนจดหมายให้ทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานคุณพ่อ”

ทูน : “ลูกเขาขี้อาย ต้องเขียนจดหมาย เขาบอกว่าเขาเป็นห่วง เขารัก แล้วถ้าวันนึงไม่มีเรา เขาไม่รู้จะรับสภาพตรงนั้นได้ไหม อารมณ์อาจจะเปลี่ยนไป เขาเป็นคนที่คนข้างละเอียดอ่อน พี่อ่านจดหมายแล้วรู้สึกว่าเขาต้องการเรา แล้วไม่ใช่ตัวเขาอย่างเดียว แต่ว่าพี่สาวอีก 2 คนด้วย คือเราไม่ใช่มีภาระแต่เรามีความรักที่อธิบายไม่ได้”

ถือจดหมายในมือ ลืมไปเลยไหมเรื่องฆ่าตัวตาย ?

ทูน : “มันลืมก่อนนั้น เพราะว่าคิดก่อนว่าเราอยากเห็นวันที่ลูกประสบความสำเร็จ รับปริญญาทั้ง 3 คน เราอยากจะอยู่ถึงวันนั้น แล้วก็ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะอยู่ถึงวันที่เขาแต่งงาน เราส่งลูกคนโตไปแล้วก็เหลืออีก 2 คน ที่รอดมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะว่าเรามีสติที่จะเตือนเราตลอดเวลาว่ายังมีคนที่รักเราอยู่ โดยเฉพาะเลือดเนื้อของเราเองก็คือลูก ๆ นี่แหละ เราก็เลยต้องอยู่เป็นกำลังใจให้เขา”

ตอนที่เราเจอปัญหาหนัก ๆ ที่เราไม่อยากอยู่แล้ว เคยคิดไหมว่าจะไปปรึกษาลูก ?

ทูน : “จริง ๆ ไม่ค่อยให้คำปรึกษาลูกได้ ให้คำปรึกษาใคร ๆ ก็ได้ เพราะว่าเป็นนิสัยที่อยากให้อยู่แล้ว แต่เป็นคนที่ไม่ขออะไรจากใคร หรือไม่อยากได้อะไรจากใคร ไม่ใช่เป็นคนหยิ่งหรืออีโก้ แต่เป็นคนที่มีศักดิ์ศรี”

พี่แก้ปัญหาให้คนทั้งโลกได้ แต่ที่แก้ไม่ได้คือตัวเอง ?

ทูน : “ถูกต้องครับ”

ทุกวันนี้เริ่มชินกับการใช้ชีวิตที่มันเกิดปัญหาต่าง ๆ มา แล้วเราก็ยังต่อสู้ สร้างกำลังใจ เพื่ออยู่กันอย่างมีความสุขต่อไป ?

ทูน : “คือบิ๊วตัวเองทุกเช้า ตื่นมามันต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ที่มีคุณค่าให้กับผู้อื่น เราก็เลยคิดว่าเรามีความรักใหม่แล้ว เขาเรียกว่าสร้างค่านิยมใหม่ ๆ ให้กับเยาวชน ก็เลยทุ่มเทเวลา 7-8 ปีนี้ให้กับการอบรมเยาวชน อันนั้นคือ 1 เรื่อง พอมันมาวิกฤตโควิด เราก็ไปนู่นเลย เพราะเป็นที่ปรึกษาให้กองทัพเรืออยู่แล้ว เราก็เลยไปช่วยเขาประชาสัมพันธ์เรื่องการดูแลตัวเองในช่วงโควิด”

ที่พี่ทำบอลลูน 3 เส้นที่หัวใจ คือเมื่อไหร่ ?

ทูน : “ประมาณ 2 ปีแล้วครับ”

ตอนที่เรารู้ว่ามันมีความผิดปกติของร่างกาย ตอนนั้นความรู้สึกเป็นยังไง ?

ทูน : “มันอึดอัดไปหมด เหมือนคนมีอะไรมาทับที่หน้าอก แล้วมันก็หายใจไม่ออกแล้วจะเป็นลม ก็เลยรู้ว่ามันไม่น่าจะดี เผอิญลูกสาวน้ำหวาน มาพอดี เขาถามป๊าเป็นอะไร หน้าซีดแล้ว พาป๊าไปที่โรงพยาบาล พอไปที่โรงพยาบาล ขั้นตอนและกระบวนการของโรงพยาบาลคือ นอนก่อน เดี๋ยวดูอาการ แต่เราขอออกซิเจน หายใจไม่ออก แล้วก็ปวดหน้าอกมาก คือเราเรียกว่าหน้าอกนะ เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นหัวใจ เราก็ขอออกซิเจน หมอบอกไม่ได้ เอาถุงมาให้แล้วให้เป่าผ่านในถุงกระดาษ เราก็โมโหหมอ บอกว่าผมจะตายอยู่แล้วให้ผมเป่าอยู่เนี่ย แต่มันเป็นธรรมชาติที่เวลาคนหายใจไม่ออก อย่าให้อ๊อกซิเจนเดี๋ยวมันจะเยอะเกินไป ก็เลยกลายเป็นว่าค่อย ๆ หายใจ และค่อย ๆ ลดอาการของความเครียดตรงนี้ หมอถามว่าเจ็บตรงไหน เขาก็เห็นว่าตรงนี้ผิดปกติก็เลยต้องเอ็กซ์เรย์ไปฉีดสี ก็เลยรู้”

ทูน หิรัญทรัพย์

ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องมองเห็นกับอาการป่วย มันมีผลต่อการทำงานไหม ?

ทูน : “มันเหมือนกับคนอกหัก ก็จะเศร้าแบบว่าชีวิตนี้ไม่เอาแล้ว แต่พอเราเจอรักใหม่คือแพชชั่น เรามีแรงบันดาลใจ คือการทำให้เรามีค่านิยมใหม่ ๆ ขึ้นในสังคม”

พี่เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว หย่ากับภรรยามา 20 ปี? 

ทูน : “ครับ เกือบ ๆ”

แล้วคนที่พาพี่กับอดีตภรรยาไปหย่าคือลูก ๆ ?

ทูน : “ลูก ๆ ครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าพอลูก ๆ เห็นเราทะเลาะกันบ่อย ๆ เขาก็เลยบอกว่าถ้าไม่มีความสุขเราควรจะแยกกันอยู่ ถ้าเห็นหน้ากันทุกวันอาจจะมีเรื่องมีราว เราก็ซอฟ ๆ ลงมา โอเคเราไปอยู่ที่ออฟฟิศ กลายเป็นว่าข้างล่างทำงาน ข้างบนเป็นที่พักอาศัย เราก็ได้อรรถรสของชีวิตอีกแบบ ก็คือว่ามีอิสระภาพมากขึ้นในการทำงาน แล้วเราเป็นคนที่ทุ่มเท”

อย่างนี้ลูก ๆ อยู่กับคุณพ่อ คุณแม่วันไหนบ้าง ?

น้ำตาล : “ตอนมัธยมน้ำตาลจะอยู่โรงเรียนประจำ เสาร์-อาทิตย์ บางทีจะสลับไปอยู่กับคุณพ่อบ้าง คุณแม่บ้าง”

ทูน : “ลูก ๆ ก็หมุนเวียนกันมาอยู่ ลูกสาวคนโตมาอยู่อาทิตย์นี้ อาทิตย์หน้าคนเล็ก บางทีก็มาพร้อมกัน 3 คน แล้วพ่อต้องนอนที่พื้น เตียงมันไม่พอ”

ทุกวันนี้เราเจอการหย่าร้างในครอบครัวเยอะมาก แล้วมันก็มีคำพูดว่าเด็กส่วนใหญ่จะมีปัญหาจากการที่พ่อแม่หย่ากัน แต่ครอบครัวนี้ดูเหมือนไม่มีปัญหา พี่จัดการกับเด็กยังไง ?

ทูน : “เขาเรียกกระบวนการความคิด ถ้าสมมติมนุษย์ 2 คน ไม่สามารถที่จะร่วมชีวิตกันได้ อันแรกเลยต้องยอมรับก่อนว่ามันเป็นไปไม่ได้”

แต่การยอมรับเนี่ย บางทีมันทำให้เด็กที่ไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่ จะยอมรับยังไง ?

ทูน : “อันแรกคือบุคคลก่อน แล้วเมื่อมีการยอมรับและตกลงกันได้ เราถึงจะไปเอาผลที่เราสรุปเนี่ยมาบอกลูก ซึ่งบอกลูกก็เหมือนกันครับ กระบวนการมันมีอย่างนี้ 1.ความจริงมันมีอย่างนี้นะลูก ต้องยอมรับแล้ว มันไปไม่ได้ 2.เมื่อยอมรับเสร็จแล้วเนี่ย เราก็เลือกที่จะปฏิบัติได้ ก็คือตกลงมันเป็นอย่างนี้ นี่คือธรรมชาติ นี่คือชีวิต เราจะดำเนินยังไงต่อ เราก็จะเดินไปในฐานะลูก ในฐานะภรรยา ในฐานะสามี ในฐานะพี่น้อง มันก็ปรับตัว มันจะมี 2 อย่าง คือรับรู้แล้วยอมรับ แค่นั้นแหละครับ”

คนโตอายุเท่าไหร่แล้วพี่ ?

ทูน : “คนโต 37-38 ครับ คนโตคือน้ำฝน แต่งงานมีลูกแล้ว คนกลางก็อายุประมาณ 35-36 แล้วครับ แล้วน้ำตาลมาทีหลัง อายุ 26”

เห็นบอกว่าลูกสาวคนที่ห่วงที่สุดคือน้องน้ำตาล ?

ทูน : “ครับ ที่เป็นห่วงเพราะว่าแต่ละยุค แต่ละสมัยนี่ เราเลี้ยงลูก น้ำฝนกับน้ำหวานในยุคนึง ซึ่งอายุเขาใกล้เคียงกัน มันเลี้ยงอีกแบบนึงได้ ประมาณว่าคุยเป็นเพื่อนกับลูกได้ แต่พอมายุคให้หลัง 10 กว่าปีเนี่ยก็ต้องเลี้ยงอีกแบบ เพราะว่าเด็กเจนนี้แบบ ข้าเก่ง ข้าเลิศ ข้าอยู่ได้คนเดียว เขามีความมั่นใจสูง”

น้ำตาล : “ก็ไม่ค่อยมั่นใจนะคะ แต่ก็พอไหวอยู่”

อันนี้เป็นห่วงหรือเป็นหวง ?

ทูน : “ทั้งคู่ครับ”

น้ำตาล : “น่าจะหวงหนักกว่า”

ตอนมีน้ำตาลเรียกว่าลูกหลงก็ได้ พอคุณแม่ไปตรวจครรภ์ คุณหมอบอกว่าอาจจะมีความผิดปกติ คุณหมออยากให้เอาออก แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เอาออก เป็นลูกเขาแล้วยังไงเขาก็ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด น้ำตาลได้รู้เรื่องนี้ไหม ?

น้ำตาล : “พอทราบมานิดหน่อย ก็ดีใจ อย่างน้อยคุณพ่อ คุณแม่ก็ให้โอกาสมาเกิด แต่ว่านี่ก็ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ก็เป็นคนติ๊งต๊องเฉย ๆ ไม่มีอะไร”

หมอบอกว่ามีความเสี่ยงสูง ทำไมเราถึงเอาไว้ ?

ทูน : “ตอนแรกที่ฟังคุณหมอก็อยากจะลุกเลย คุณหมอพูดแบบนี้ได้ยังไง คือชีวิตนึงที่เกิดมาอาจจะเป็นวุ้นอยู่ แต่ว่าเขาอยากมาเกิดแล้วอยู่ในครอบครัวของเรา ทำไมเราไม่ให้โอกาสเขา แล้วเรายอมรับว่าคุณหมอพูดจริง แต่คุณหมอไม่น่าพูดตร งๆ อ้อม ๆ บ้างก็ได้ ออกมาอาจจะพิการ อาจจะออทิสติก ผมบอกคุณหมอ ผมสรุปง่าย ๆ เลย เขาอยากมาเกิด ผมอยากมีลูก ก็ขอให้เขามาแล้วกัน เขาจะมาในสภาพไหน ผมก็จะรับ”

น้ำตาลสวย ๆ แบบนี้ไม่คิดอยากเข้าวงการเหมือนคุณพ่อบ้างเหรอ ?

น้ำตาล : “เห็นคุณพ่อทำงานในวงการมาตั้งแต่เด็ก เราก็คอยไปเฝ้าเขาที่กองถ่าย ไม่ค่อยอยากเข้า เพราะเข้าใจว่า ก็เหนื่อย ต้องไปรอคิวจนถึงเช้า จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ไม่แน่ใจ”

ที่ไม่อยากเข้า เพราะไม่อยากเป็นคนบ้างานเหมือนคุณพ่อหรือเปล่า ?

น้ำตาล : “ด้วยค่ะ คือเข้าใจมากกว่าว่ามันเป็นงานที่ต้องเจอหลาย ๆ คาแรคเตอร์ ต้องดีลกับหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่งานที่ง่าย อย่างที่ใคร ๆ เขาเข้าใจกัน”

บ้างานขนาดวันเกิดลูกก็ไม่ไป ติดถ่ายละคร อันนี้จริงไหม ?

ทูน : “อันที่ 1.มันเกิดทุกปีอยู่แล้ว ตอนเด็ก ๆ เราก็เป่าเค้กให้เขา มีวันพิเศษชวนเพื่อน ๆ เขามาเล่นอะไรกันที่บ้าน โดยพื้นฐานตัวเองไม่ค่อยสนใจอะไร สนใจเรื่องเดียว วันนี้จะคิดงาน วันนี้จะวางแผน วันนี้จะออกไปพบปะ ไปอบรมเยาวชน ก็เลยมองว่าเรื่องอย่างนี้ไม่สำคัญ”

เห็นว่ารับปริญญาก็ไม่ไป ?

ทูน : “ที่ไม่ไปสำหรับน้ำตาล เขาอยู่ถึงออสเตรเลีย”

น้ำตาล : “ที่ออสเตรเลียหนูไม่ได้มายด์อยู่แล้ว เข้าใจว่ากว่าจะเคลียร์งานเสร็จ กว่าจะไป แต่ว่าหนูรับ 2 ใบนะป๊า”

ทูน : “รู้ลูก เพราะป๊าจ่ายเงินอยู่”

น้ำตาล : “หนูรับที่ไทยด้วย คุณพ่อก็ไม่ได้มา แต่ก็เข้าใจงานที่จุฬาฯ คนเยอะ คุณพ่อมาเดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวก็อะไร ก็เข้าใจ ไม่ได้น้อยใจ”

ลูก 8-9 ขวบให้เริ่มดื่มเบียร์แล้วเหรอ ?

ทูน : “โลกใบนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง เขาจะเจออะไรบ้าง แต่เราก็บอกว่าเห้ย ถ้าเราให้เขาเริ่มต้นจากการมีประสบการณ์ เขาก็จะตัดสินใจเองได้ จะบอกลูกตลอดเวลาว่ามันมีทางเลือกตลอด 8-9 ขวบ อยากดื่มเบียร์ไหมลูก อยากลอง ๆ เห็นลุงเขาดื่ม เพราะเราเป็นคนไม่ดื่มไง เราก็เลยเอาเบียร์ให้ แต่เป็นเบียร์ดำ มันก็จะขมมาก ก็ให้เขาดื่ม แล้วถามว่าดื่มอีกไหม เขาบอกว่าไม่เอาแล้ว เหม็น ๆ โอเคว่าไป”

ทูน หิรัญทรัพย์ และลูกสาว น้ำตาล วาสิตา

พี่รักลูกทั้ง 3 คน แต่พี่ดูปล่อยอีก 2 คนมากกว่าปล่อยน้ำตาล ?

ทูน : “ประมาณเท่า ๆ กันนะครับ แต่วิธีการอบรม วิธีการสอนเขาคือภาคปฏิบัติมากกว่าให้เขามีประสบการณ์และให้เขาตัดสินใจเองว่าเขาทำยังไง”

พ่อเข้มงวดกับเราไหม ?

น้ำตาล : “มากที่สุดเลยค่ะ จริง ๆ คุณพ่อน่าจะเข้มงวดกับพี่คนโตด้วยนะ พี่คนโตจะมองว่าคุณพ่อปล่อยหนูมากสุด แต่จริง ๆ ไม่ค่อย”

สมัยก่อนกลับบ้านกี่โมง ?

น้ำตาล : “สมัยก่อนไม่ได้ไปไหนเลย บ้านเพื่อนไปได้ แต่ต้องกลับเร็ว แล้วก็นอนค้างไม่ได้”

จริงหรือไหมที่หวงไม่อยากให้เขาไปไหน ไม่อยากให้เขาเจอผู้คนเลย ?

ทูน : “ถ้าเป็นเด็กผู้ชายมันจะซนยังไงเราก็ต้องปล่อย เพราะอยากให้แขามีประสบการณ์ต้องสู้ชีวิต ต้องอยู่ในสังคมได้ แต่ลูกผู้หญิง มันค่อย ๆ บ่ม ค่อย ๆ อบรม ค่อย ๆ สอน”

พี่กลัวอะไร ?

ทูน : “คือเราคิดว่าเขายังไม่พร้อมมากกว่า”

จริงไหม พ่อห้ามเรามีแฟนจนกว่าจะเรียนจบ ?

น้ำตาล : “ไม่จริงค่ะ เพราะคุณพ่อบอกว่าห้ามมีแฟนเลย”

แต่เขาแอบมีแฟน แล้วพ่อก็รู้ด้วย แต่ไม่เคยบอกลูกว่ารู้ ?

ทูน : “รู้ทุกอย่าง วันที่ส่งตัวที่จุฬาฯ ถึงไปแนะนำ ก็เจอครู เจออะไรต่าง ๆ แจกนามบัตรผมนะครับ มีอะไรโทรหาผมนะครับ แล้วผมขอเบอร์โทรศัพท์ด้วยนะครับ เผื่อมีอะไร ผมชอบอบรม อ้างไปก่อน แต่จริง ๆ โทรไปถาม น้ำตาลเป็นยังไงบ้าง ตั้งใจเรียนไหมครับ โดดเรียนบ้างไหม”

อันนี้น้ำตาลไม่เคยรู้ ?

น้ำตาล : “ไม่ทราบเลย”

ไม่รู้เหรอ ตอนปี 2 อาจารย์ทุกคนในนั้นคือสายลับของพ่อหมด ?

น้ำตาล : “น่ากลัวมาก ไม่เคยทราบเลย ถามว่ารู้สึกยังไง ก็คุณพ่อสนใจและใส่ใจหนูดี แต่ถ้าตอนนั้นรู้เราคงระวังตัวขึ้นนิดนึง”

แล้วเขาทำตามสัญญาไหม เขาเรียนจบก่อนไหมถึงมีแฟน ?

น้ำตาล : “มีระหว่างเรียนค่ะ คบกันตอนนี้ประมาณ 6 ปี”

คบกัน 4-5 ปีถึงพามารู้จักกับพ่อ วันนี้ยอมรับน้องก้องหรือยัง ?

ทูน : “1.เราดูผู้ชาย เราต้องดูว่าเป็นผู้นำให้ลูกเราได้ไหม 2.มีไหวพริบยังไง แก้ไขปัญหาอะไรได้ไหม 3.เป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติลูกเราหรือเปล่า”

กว่าจะรู้คำตอบพวกนี้พี่ต้องสร้างสถานการณ์ ตอนนั้นพี่ทำอะไร ?

ทูน : “จัดงานวันเกิดของเราแล้วของลูกด้วย มันก็มีเพื่อน ๆ ด้วย ตัวผู้ชายจะยืนห่าง ๆ เดินรอบ ๆ สังเกตสิ่งแวดล้อม แล้วก็เจาะแจะกับเพื่อนเขา เพราะตอนเด็กเพื่อน ๆ เขาก็มานอนที่บ้านเหมือนกัน เราก็มอง ๆ พอลูกเห็นป๊าเริ่มคอยาวแล้ว เขาก็ไปตามมาแล้วแนะนำให้รู้จักกัน”

น้ำตาล : “เพื่อนชื่อ ก้อง ค่ะ”

ตอนนั้นเรารู้ไหมว่าเขาเป็นมากกว่าเพื่อน ?

ทูน : “แหม่…สัญชาตญาณ รู้ว่าเขาชอบลูกเราแค่นั้น”

เราทราบไหมว่าคุณพ่อจัดงานเพื่อมาดูก้อง ?

น้ำตาล : “ไม่ทราบเลย คิดว่าคุณพ่อน่าจะรู้อยู่แล้วว่ามีแฟน เขาชวนมาคงจะแบบโอเพนแล้วนิดนึง ก็เลยชวนมา แต่ว่าพอมาถึงก็เขิน ๆ กันนิดนึง ก็จะเป็นบรรยากาศที่แบบคนนึงอยู่อีกมุมนึง คนนึงอยู่อีกมุมนึง หลังจากวันนั้นก็ค่อย ๆ ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ”

เหมือนที่เขาพูดกันว่าผู้ชายเจ้าชู้มักจะหวงลูก เพราะกลัวกรรมตามสนอง ?

ทูน : “มันคือข่าวลือ เป็นคนที่เหมือนจะเจ้าชู้แต่เป็นคนที่อัธยาศัยดี มนุษย์สัมพันดี เราเป็นมิตรกับทุกคน เจ้าชู้ไม่ได้อยู่ในสารระบบเรา มันเป็นการที่เราเป็นคนเฟรนด์ลี่”

ทูน หิรัญทรัพย์

พี่กำลังคบหาดูใจกับผู้หญิงอยู่ จริงไม่จริง ?

ทูน : “จริง”

สาวสวยคนนี้อายุน้อยกว่าพี่ 20 ปีเหรอ ?

ทูน : “จริง”

สาวสวยคนนี้อยู่ในวงการบันเทิงด้วย ?

ทูน : “ครับ ทั้งในและนอกวงการ”

คนที่คุยอักษรย่อคือตัว k ใช่หรือไม่ ?

ทูน : “ใช่ครับ ตัว k เป็นชื่อเล่น ถามว่าอยู่ช่องไหน เขาอิสระครับ เป็นฟรีแลนซ์ จะบอกว่าไม่ใช่คนสวยอะไรมาก สวยที่ใจ”

เขาน่ารักยังไง ?

ทูน : “เป็นคนที่คุยสนุก เพราะเราเป็นคนที่ทำงาน บางทีก็เครียด เขาก็พยายามคุยกับเราให้ผ่อนคลาย”

พี่เจอเขาที่ไหน ?

ทูน : “ในกองถ่าย”

น้ำตาลรู้เรื่องนี้ไหม ?

น้ำตาล : “รู้หมดเลยค่ะ”

ทูน : “รู้ได้ยังไง”

น้ำตาล : “หนูก็มีสายสืบของหนู”

แล้วหนูรู้สึกยังไง ป๊าเขามีคนคุยแล้วเขาเบิกบานใจแบบนี้ ?

น้ำตาล : “เขามีความสุขก็ดี ถ้าไม่ใช่คนที่มีภัยร้ายอะไรก็โอเค”

เรามีโอกาสได้เจอยัง ?

น้ำตาล : ยังเลยค่ะ

คนนี้คุยนานหรือยัง ?

ทูน : “ประมาณ 4 ปีแล้วครับ แต่ลูกไม่เคยเจอเลย เป็นห่วงความรู้สึกของลูกเขาด้วย เขาอาจจะคิดว่ามีแล้วเดี๋ยวมาแย่งความรักของเขาไปหรือเปล่า”

น้ำตาล : “จริง ๆ ตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แต่เคยมีอยู่ครั้งนึง คุณพ่อเคยพาคนคุยมาแนะนำ ต้องบอกว่าตอนนั้นน้อยใจ ไม่คุยกับคุณพ่อไปสักพัก แล้วร้องไห้อะไรประมาณนี้ คุณพ่ออาจจะมองว่าประสบการณ์ครั้งนั้นอาจจะไม่ค่อยดี ก็เลยอาจจะไม่กล้าพามา”

อย่างคนนี้น้ำตาลอยากเจอไหม? 

น้ำตาล : “อยากเจอ เจอก็ได้ค่ะ”

คนนี้น้ำตาลไฟเขียวไหม ?

น้ำตาล : “อย่างที่บอกขึ้นอยู่กับคุณพ่อมากกว่า ว่าเขามีความสุขไหม คบกันแล้วชีวิตดีขึ้นก็เต็มที้ได้เลย”

ถ้าเขาจะมีครอบครัวใหม่กับคนนี้โอเคไหม ?

น้ำตาล : “คิดว่าโอเคค่ะ อยากให้เขามีความสุขที่สุด”

อยากบอกอะไรกับสาว k ?

ทูน : “เราคบกันมานาน เราก็คิดว่าเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จักกันมาเป็นเพื่อนที่รู้ใจกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ผมก็คิดว่าคงไม่ช้า ไม่นานคงจะปิดไม่มิด ยังไงก็ขึ้นอยู่กับน้องเขานะครับว่าจะพร้อมเมื่อไหร่”

ติดตามชมคำสัมภาษณ์แบบเต็ม ๆ ได้ในรายการคุยแซ่บ Show รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม