Entertainment

‘กรีน ’ เผยแม่ช็อก เพิ่งรู้พ่อมีอีกครอบครัวหลังท่านเสีย รับจุดโฟกัสเรื่องรักเปลี่ยนไป

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของ กรีน อัษฎาพร เพิ่งรู้พ่อมีอีกครอบครัวหลังท่านเสีย ทำคุณแม่ช็อก แต่ตนเองรับได้ เผยจุดโฟกัสเรื่องรักเปลี่ยนไป

นับว่าเป็นนักแสดงอิสระที่ฝีมือการแสดงทรงคุณภาพจริง ๆ สำหรับ “กรีน อัษฎาพร” เมื่อได้มาแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เจ้าตัวก็ได้เผยถึงวิกฤติหนักที่สุดในชีวิตหลังคุณพ่อเสีย ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องสถานะการเงินที่บ้าน เรื่องชีวิต เรื่องครอบครัว และจุดหักเหที่สุดคือเรื่องความรัก ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากแต่งงาน เพราะอยากทุ่มเทเวลาให้กับคุณแม่อย่างเต็มที่จนกว่าจะจากกันไป

กรีน อัษฎาพร

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของ กรีน อัษฎาพร เพิ่งรู้พ่อมีอีกครอบครัวหลังท่านเสีย ทำคุณแม่ช็อก

ชีวิตจริงของ กรีน เจอมรสุมหนักยิ่งกว่าละคร สามารถเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความรักได้ คือ คุณพ่อเสียเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ?

“อยู่ ๆ คุณพ่อเสียกะทันหันค่ะ เขาไม่ได้มีสัญญาณหรืออะไรบอกเลยค่ะ แล้วตอนนั้น คือ กรีน ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อด้วยค่ะ ตอนนั้นคุณพ่ออยู่กับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เกาะสมุยค่ะ คุณพ่อไปเสียที่สมุย คุณพ่ออยู่ต่างจังหวัดตลอด เราไม่ได้เจอกับคุณพ่อเลย รู้อีกทีคือคุณพ่อเสียแล้วแค่นั้นเลยค่ะ กลับมาถึงบ้านแม่บอกว่าป๊าเสียแล้วนะ แค่นั้นเลย แล้วเราก็ช็อก สาเหตุที่ทำให้คุณพ่อเสียคือหัวใจวายเฉียบพลัน”

“ตอนนั้นที่บอกว่าเป็นวิกฤติที่เปลี่ยนชีวิตของเราเลย คือ ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนหลายอย่างมากค่ะ ทั้งเรื่องสถานะการเงินที่บ้าน เรื่องชีวิตของเรา เรื่องครอบครัว และก็เรื่องความรักด้วย วิกฤติการเงินก็เข้ามาใช่ไหมคะ จัดการศพก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน เราก็เลยต้องขายรถไป ตอนนั้นป๊าเสียกะทันหันและก็เหมือนมีเวลาแค่ 4 วันในการจัดงานศพค่ะ”

เป็นนางเอกมีชื่อเสียง เราถึงขนาดวิกฤติ ณ ตอนนั้นมันถึงขนาดที่เราไม่มีเงินจัดงานศพเลยเหรอ ?

“คือมันก็มีระดับหนึ่งค่ะ แต่เราก็ต้องเผื่อไว้สำหรับที่เราต้องรับผิดชอบต่อ เพราะว่าเราก็มีความรับผิดชอบของเราอยู่แล้ว ซึ่งตอนแรกคุณพ่อจะเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ก่อนที่คุณพ่อจะเสีย 2-3 ปีก็จะเป็นตัวกรีนที่รับผิดชอบทั้งหมดค่ะ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าคุณพ่อมีวิกฤติหนักขนาดนี้ เพราะความจริงยังไม่เปิดเผย แต่พอคุณพ่อเสียปุ๊บ !! วันนั้นเลยมันเกิดมีอะไรเข้ามาหลายอย่างมาก ๆ เราถึงทราบถึงเรื่องสถานะทางการเงิน ก็ต้องมานั่งประชุมทั้งครอบครัว ว่าเราจะอย่างไรกันดีกับหนี้ตรงนี้ประมาณ 30 ล้าน

“กรีนพอทราบบ้างว่าคุณพ่อมีหนี้ประมาณหนึ่งแต่ไม่รู้ว่ามันจะจำนวนเยอะขนาดนี้ แต่พอวันที่คุณพ่อเสียก็มีเหมือนเจ้าหนี้มาที่งานศพด้วยก็เอาเอกสารมาให้เราดูว่าคุณพ่อมายืมไปนะ ไปค้ำอะไรของเขาก็มา ตอนนั้นคือแขกมาเยอะ เยอะจนงงไปหมดแล้วเพื่อนคุณพ่อก็มาเยอะ พอหลังจากจบงานศพไปแล้วก็มานั่งประชุมกันในครอบครัว ทำให้เราได้เห็นว่าหนี้ที่มีมันเยอะมาก ซึ่งเป็นหนี้จากการทำธุรกิจของคุณพ่อทั้งหมดเลยค่ะ ในฐานะลูกสาวรู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นเราก็งงอยู่ว่าเราต้องทำอะไรยังไงบ้าง แต่คุณป้าบอกเราว่าตัวเลขมันแค่ดูเยอะเฉย ๆ แต่มันมีวิธีการผ่อนโน่นนี่สามารถทำได้ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราก็ต้องแบกรับภาระหนี้อีกกี่ปีไม่รู้กว่ามันจะหมด อันนี้คือปัญหาที่เรากังวล”

กรีน อัษฎาพร

นอกจากมีหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วยังมีครอบครัวอื่น ๆ เกิดขึ้นอีก เราเพิ่งรู้ในงานวันนั้น ?

“ใช่ค่ะ แต่จริง ๆ คุณแม่รู้มาก่อนส่วนหนึ่งแล้วด้วยค่ะ กรีนก็รู้มาก่อนที่คุณพ่อจะเสียแค่ปีเดียวเอง แต่เราก็ไม่ได้บอกคุณแม่ค่ะ เรื่องครอบครัวที่เพิ่มเข้ามา กรีนแฮปปี้มาก ๆ ที่เรามีน้องเพิ่มขึ้นมา แต่เราก็ยังไม่ได้ไปดูแลเขาอะไรมากขนาดนั้นนะคะ แต่ว่าเราก็มีความฝันเนอะ ว่าก็อยากให้น้อง ๆ มีชีวิตที่ดีเพราะตอนนี้แต่ละคนเขาก็มีงานของตัวเอง ซึ่งพวกเขาโตแล้วค่ะ ห่างจากเราไม่กี่ปีเองค่ะ

ในฐานะของคนเป็นลูก น้องกรีน บอกว่าแฮปปี้ดีใจที่มีน้องเพิ่ม แล้วในฐานะคุณแม่ล่ะ ตอนนั้นคุณแม่รู้สึกยังไงบ้าง ?

“ตอนนั้นคุณแม่ก็เสียใจค่ะ เพราะว่าในฐานะลูกกับในฐานะที่เป็นคุณแม่ เราก็ไม่ทราบว่าความรู้สึกคุณแม่ขนาดไหน เสียใจท่านคงเสียใจ แต่ถึงขั้นไหน โกรธหรืออะไรอย่างนี้ ไม่รู้จริง ๆ แต่ขอพูดในฐานะกรีนนะคะ คือ เราแฮปปี้ที่มีน้องเพิ่มอีก 2-3 คน ถามว่าก่อนที่จะมาแฮปปี้ กรีนมีโกรธอะไรไหม ไม่โกรธเลยค่ะ พอรู้ความจริงก็แค่ตั้งคำถามว่า ทำไมคุณพ่อถึงไม่บอก ทำไมถึงเก็บไว้ได้ขนาดนี้ แค่นั้นเอง สิ่งที่เรารู้สึกเสียใจก็คือ เรารู้สึกสงสารน้อง ๆ ที่เป็นครอบครัวต่างแม่ค่ะ ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร เขาก็คงเหมือนเราที่อยากจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนกัน

เคยคุยกับคุณแม่มุมนี้ไหม เพราะว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เราไม่ได้พยายามหาบทสรุปที่เป็นตัวอย่างของโลกนะ แต่มันเป็นเรื่องจริงในมุมหนึ่ง ซึ่งมันเป็นมุมที่น่าสนใจ คือ ความเข้าใจมันอาจจะตามมาในสักวันอย่างแม่เราเสียใจ แต่ลูกไม่ มันจะมีมุมที่จะรู้สึกว่าทำไมลูกไม่เข้าข้างฉันไหม

“จริง ๆ แล้วเราก็มีโมเมนต์ที่เสียใจเหมือนกันค่ะ แต่เหมือนเราแบบเทิร์นตัวเองได้เร็ว แต่คุณแม่ที่ผ่านเรื่องราวมา เราก็ไม่รู้ว่าผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งก็คุณพ่อเนอะ เขาก็คงจะมีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกันอยู่แล้ว มันเป็นสิ่งที่เขามีสิทธิ์ที่จะเสียใจ รู้สึกได้ เราก็ยอมรับให้เขาได้อยู่กับความรู้สึกนั้น แต่พอมันผ่านช่วงเวลาไป เอาจริง ๆ แล้ว เขาเป็นคนใจกว้างนะคะ เขาก็ยินดีและยังยอมรับอีกครอบครัวด้วย ช่วยเหลือเรื่องเงินที่ขาดเขาก็ให้ ซึ่งเราก็มีโอกาสได้เจอน้อง ๆ ด้วย

“กรีนอยากเรียนรู้ อยากเจอเขาว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เพราะชีวิตที่ผ่านมา 30 ปี กรีน ไม่เคยเจอเขาเลยค่ะ กรีนเลยอยากเจอ อยากนั่งคุยกับเขาว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง พอได้เจอแล้วแบบเขาเก่งค่ะ กรีนรู้สึกว่าเขาเก่า เขาฝ่าฟันชีวิตของเขามาเป็นคนดีแบบนี้ได้ยังไงและกรีน รู้สึกว่าชีวิตที่เหลืออยู่เนี่ย แล้วเรารู้ว่าเขาคือน้องแท้ ๆ ของเรา เราก็อยากให้เขามีชีวิตที่ดีค่ะ เราพร้อมที่จะซัพพอร์ตในทุก ๆ อย่างที่เขาอยากจะทำ”

กรีน อัษฎาพร

ถ้าพูดถึงในฐานะลูกคนหนึ่งเป็นพี่ พี่ก็ตกใจนะ ตกใจที่เรามีน้อง ซึ่งอายุห่างจากเราไม่เท่าไหร่ ถ้าพูดกันตามตรง นั่นหมายถึง คุณพ่อมีครอบครัวที่ซ้อนกันกับคุณแม่มาโดยตลอด สิ่งหนึ่งที่เราหันไปแล้วเราเจอคุณแม่ ตอนนั้นเราให้กำลังใจคุณแม่อย่างไรบ้าง

“กรีนอาจจะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของแม่ที่แท้จริงได้ค่ะ แต่สิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ ณ ตอนนี้คือ อยากตั้งใจทำงานเยอะ ๆ ดี ๆ แล้วอยากให้แม่มีชีวิตที่ดีที่สบาย ไม่ต้องให้เขาต้องกังวลอะไรค่ะ คือบ้านเราไม่ได้เป็นบ้านที่มานั่งพูดหวาน ๆ กัน แต่เราจะให้ด้วยการกระทำมากกว่าค่ะ เราก็เลยตั้งปณิธานกับตัวเองว่า นี่คือ จุดเปลี่ยนที่ว่าเราไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักของคู่รักแล้ว แต่ว่ามาโฟกัสความรักของแม่มากกว่าเพราะว่าแม่ คือ เป้าหมายใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา

“เพราะว่าหลังจากที่คุณพ่อเสียไป (ร้องไห้) ทำให้เราเห็นว่าเราเหลือแม่คนเดียว แล้วเราก็อยากทำให้เขามีความสุขที่สุด ถึงแม้ว่าเขาไม่ต้องการ แต่เราก็อยากทำให้เขามากที่สุดและถึงที่สุด ถึงขั้นที่ว่าเราไม่คิดว่าเราอยากจะแต่งงานด้วยซ้ำ เพราะว่าเราอยากจะอยู่กับเขาไปจนกว่าเขาจะไปจากเรา คือ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เขาทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเหนื่อยแล้วเพราะเขาเหนื่อยมาเยอะมากแล้ว และแม่เขาก็แบกความรู้สึกของพ่อเรามาเยอะมาก ๆ ค่ะ”

ชีวิตตอนนี้ไม่คิดจะแต่งงานแต่ก็มีความรักที่ดีมีคนที่ดีอยู่ข้างกาย อย่าง ธันวา เจอกันอย่างไรเอ่ย ?

“หลังจากที่โสดมาประมาณปีกว่าก็มาเล่นละคร ก็มาเจอกันเพราะว่าถ่ายละครด้วยกัน แต่ที่เราเจอกันตอนแรกก็ไม่ได้ชอบพอกันตั้งแต่ตอนแรกนะคะ แต่เป็นเพราะว่าละครถ่ายกันมาเป็นปีมันก็มีความใกล้ชิดกัน”

กรีน อัษฎาพร - ธันวา สุริยจักร

เห็นว่าตอนแรกไม่ชอบหน้ากันด้วย ?

“คือ กรีน เวลาสมมติจะเล่นกับใครคือ เรารู้สึกว่าเราต้องมีการปฏิสัมพันธ์กันต้องคุยกัน แต่เหมือนแบบทางฝั่ง ธันวา เขาจะเป็นคนที่ค่อนข้างมีบุคลิกที่ถ้าไม่สนิทเขาจะไม่คุย เพราะว่าเขามีกำแพงของเขาที่สร้างไว้ นานอยู่เหมือนกันกว่าที่จะคุยกันได้แบบโฟล์ว ๆ ประมาณ 6 เดือน กว่าจะเริ่มต้นคุยกันได้ เวลาที่อยู่ในกอง คือ เราก็เป็นตัวของเราเอง เขาก็ได้เห็นตัวตนของเรา จนเขาก็เข้ามาคุยกับเรา

“ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เขาบอกว่าประทับใจคือเรื่องที่เวลาที่เราอยู่กอง กรีนก็จะดูแลตัวเองในกองค่ะ แล้วคุณแม่ก็สอนว่าให้เราใช้ของให้เป็นประโยชน์ที่สุดให้คุ้มที่สุดและก็มัธยัสถ์ และยาสีฟัน กรีนแบบบีบจนมันหมดค่ะ เขาก็ได้เห็นเราในโมเมนต์นั้น เขาก็บอกเราว่า กรีนไม่ได้เป็นแบบในข่าว ไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นมอง เขาก็เลยน่าจะเริ่มเปิดใจจากตรงนั้น ซึ่งก่อนที่เขาจะเปิดใจเขาก็บอกกรีนนะคะ เขาบอกว่ากรีนน่าจะเป็นผู้หหญิงงที่ไม่ได้น่าคบหาด้วย เหมือนฟีลแบบตามข่าว ไม่ได้ดีหรือเปล่าประมาณนั้นค่ะ”

“แต่พอได้มาทำงานด้วยกันมัน คือ มันไม่ใช่ แต่ถามว่าเรารู้สึกว่าเขาโอเคไหม กรีนเองก็ไม่ได้โอเคตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนเราก็ค่อย ๆ ปรับกัน คือ มันไม่รู้เป็นกฎแรงดึงดูดอะไรหรือเปล่า คือ กรีนเป็นคนใจร้อนแล้วก็จะได้เจอกับคนที่เหมือนเรามาตลอดเลย คล้ายกับเราตลอด ซึ่ง ธันวา ก็เป็นคนอารมณ์ร้อนบ้างเหมือนกันแต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มันดีที่สุดก็คือ เขาเลือกปรับหลาย ๆ เพื่อเราได้ และเราเลือกที่จะปรับหลาย ๆ อย่างเพื่อเขาได้เช่นเดียวกัน”

กรีน อัษฎาพร

ครอบครัวเรามองความรักครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?

“ก็เหมือนเดิมค่ะ ก็สกรีนนิดหนึ่ง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะว่าเราก็โตขึ้นมาด้วยแล้วด้วยค่ะ”

คุณพ่อถึงกับเอ่ยปากฝากฝัง กรีน กับ ธันวา ?

“ใช่ค่ะ ฝากด้วยนะ เหมือนเขาได้ผ่านระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเราสองคนเวลามีปัญหาอะไรกันเราจะใช้อารมณ์กันเยอะและก็มานั่งตกลงกันว่าเราควรใช้เหตุและผลคุยกันมากกว่า เพราะว่าเราก็โต ๆ กันแล้ว แล้วเราก็จะปรับในเรื่องของอารมณ์ว่าถ้าใครที่มีอารมณ์ขึ้นมาปุ๊บ อีกคนคือต้องเบรกแล้วลดลงทันที เพื่อไม่ให้ไปถึงจุดถึงขั้นที่ต้องทะเลาะกันแล้วพูดคำคำนั้นขึ้นมาอีก เพราะว่าจะกลายเป็นว่าคำคำนั้นก็เป็นคำที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว

ตอนนี้ กรีน ห่วงอะไรคุณแม่บ้าง ?

“เรื่องสุขภาพค่ะ แม่เขาจะเป็นคนแบบไม่ค่อยใช้เงินค่ะ ประหยัดมากคือเขาปวดตัวเขาก็ไม่ยอมไปหาหมอ กรีนก็จะบอกเขาว่าเดี๋ยวกรีนพาไป ก็จะมีความดื้อในแบบของแม่ เพราะกรีนอยากให้เขาอยู่กับเรานาน ๆ อยากให้เขาอยู่กับเรา จนน้องสาวเราแต่งงานมีหลานมีอะไร และที่สำคัญคืออยากพาเขาไปเที่ยวเยอะ ๆ เพราะเขาไม่เคยไปเที่ยวเยอะ ๆ เลย เขาจะกังวลเรื่องเงินมาก คือ กรีน อยากให้แม่เลิกกังวลเรื่องเงินไปเลย เพราะว่าเรื่องเงินเป็นความรับผิดชอบของเรา แม่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย ขอแค่แม่บอกว่าอยากทำอะไร ไปที่ไหน กินอะไร คืออยากให้เขาบอกเพราะเราพร้อมที่จะทำให้เขาทุกอย่าง แต่ขอให้เราได้ทำให้แม่เถอะ”

อาจจะมีตอนนี้ที่หลาย ๆ คนเจอปัญหาหนักหน่วง น้องกรีน เองคือหนึ่งในคนที่แก้ปัญหา และในฐานะนักสู้คนหนึ่งอยากให้กำลังใจหลาย ๆ คนอย่างไรบ้าง ?

“(ซับน้ำตา) คือ กรีน อยากจะบอกทุกคนว่า กรีน อาจจะอยู่ในที่สาธารณชน แต่จริง ๆ แล้ว กรีนก็เป็นแค่คนธรรมดาหนี่ง คนเดินดินธรรมดาที่มีปัญหาเหมือนกัน แต่แม่จะคอยบอกกรีนตลอดว่าให้มองคนที่เขาแย่กว่าเราเพราะมีคนที่ลำบากเยอะมาก ๆ เราถือว่าโชคดี อย่าไปมองว่าเราเจอแต่เรื่องมองว่าเราเหนื่อย เราเจอแต่อุปสรรค ถ้าเรามองคนที่เดือดร้อนกว่าเรา เราจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นค่ะ ซึ่งพอเรามองแบบนั้นก็ทำให้เรายิ้มได้สู้ได้ เพราะกรีนเชื่อว่าทุก ๆ เหตุการณ์ทุก ๆ ปัญหามันมีทางออก แต่อยู่ที่ว่าเราเลือกมองทางไหน ถ้าเราเลือกมองในด้านมืดหรือลบ ๆ มันไม่มีทางออกอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าเรามองทางออกที่เป็นสิ่งที่ดี ๆ แล้วเราก็จะเจอเอง ซึ่ง กรีน ก็เจอมาตลอดถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มาแบบสบาย ๆ แต่สุดท้ายมันก็ได้จริง ๆ

กรีน อัษฎาพร

อ่านข่าวเพิ่มเติม