ดูหนังออนไลน์
Entertainment

ท้องเลยแต่ง ? พลอย ชิดจันทร์ เปิดไทม์ไลน์ครั้งแรก อุปสรรคใหญ่ ครอบครัวสั่งห้ามคบ

เป็นอีกหนี่งสาวที่ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องของความรัก ครอบครัว และการงานเรียกได้ว่าเพียบพร้อมไปกว่า พลอย ชิดจันทร์ คงไม่มีแล้ว เมื่อได้มาเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ Club Friday SHOW ผลิตโดย CHANGE2561 เจ้าตัวก็ได้เล่าเรื่องราวที่ทุกมุมของชีวิตที่ทุกคิดว่าสวยงาม แต่กว่าที่จะเรียบและเดินสะดวกแบบนี้ จริง ๆ แล้วก็ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย

ชีวิตสวยงามในวันนี้ ถ้าย้อนกลับไป พลอย ก็มีจุดเปลี่ยนอยู่หลายรอบเหมือนกันเห็นว่าตอนเด็ก ๆ อยากเป็นหมอ ?

พลอย ชิดจันทร์ : ใช่ค่ะ เพราะว่าเราตั้งใจเรียนสายวิทย์เพื่อที่จะเป็นหมอ แล้วพอ พลอย ได้มีโอกาสมาประกวดดัชชี่ ที่มาประกวดได้เพราะว่า พลอย เป็นเชียร์ลีดเดอร์ตั้งแต่อนุบาลถูกทางโรงเรียนจับให้เป็นทุกปี ซึ่งตอนที่เราเป็นลีดอยู่ในงานก็มีพี่ที่เป็นแมวมองโมเดลลิงดังที่เชียงใหม่ ชื่อพี่กานต์ เขาก็มาดูเด็ก ๆ แหละว่าเด็กคนไหนมีแววบ้าง เริ่มแรกก็มีงานเดินแบบถ่ายแบบที่เชียงใหม่ แล้วพี่เขาก็ส่งเราเข้าประกวด ซึ่งพี่เขาก็เป็นคนจัดการให้เราทุกอย่าง ซึ่งเรามารับรู้อีกทีคือเราเข้ารอบแล้วเราเลยต้องไปคัดเลือกสำหรับภาคเหนือ ถามว่าสิ่งนี้เคยอยู่ในความฝันของ พลอย ไหม คือแรก ๆ เรามาทางสายเชียร์ลีดเดอร์มากกว่า แต่ว่าเหมือนมันพาไปมากกว่า แต่ พลอย เป็นคนที่ชอบดูละครนะคะ ตอนเด็ก ๆ เพราะดูละครกับย่า

แล้วที่บ้านสนับสนุนในการทำงานด้านนี้ของ พลอย หรือเปล่า ?

พลอย ชิดจันทร์ : ที่บ้าน คุณแม่ก็ซัพพอร์ตนะคะ มารับมาส่ง แล้วเขาก็มาลุ้นกับเราด้วย เพราะตอนนั้นเราเด็กที่สุดด้วย พอได้ตำแหน่ง พลอย ก็ได้ไปแคสติงในที่ต่าง ๆ แล้วก็ได้เข้ามาในวงการแสดงช่อง 3 ก็เลือกเราให้มาเซ็นสัญญาทำงานด้วย เราก็เริ่มมีละครมีงานต่อเนื่อง มันก็เอ็นจอยสนุกกับการทำงาน และด้วยความที่เราไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับการแสดงหรืออะไรมาเลย เราเลยรู้สึกว่าเราอยากจะเรียนเสริมทางนี้ก็เลยเบนเข็มจากหมอ ไปสอบที่ มศว. คณะศิลปกรรมการแสดงและกำกับการแสดง แล้วก็สอบได้ที่หนึ่งเลย แรกที่เราเล่นละครก็จะมาแบบสาวหวาน แล้วพอมาเล่นร้ายเรื่องปี่แก้วนางหงส์ เป็นสาภีในยุคอดีตค่ะ เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ แต่ พลอย กลับสนุกมาก ๆ แล้วพอออกมาพอหลาย ๆ คนก็ยังพูดถึง

เห็นว่าเรื่องนั้นบูมมา จน เรน เลือกให้เป็นนักแสดงอีกคนไปแสดงโฆษณาด้วย เป็นนางเอกเลย ซึ่งเขาก็เลือก พลอย เองด้วย ?

พลอย ชิดจันทร์ : คือ เขาก็บอกว่าเขาก็ส่งไปหลายคนแล้วให้ทางนู้นเลือกมา ซึ่งตอนนั้น เรน เขาก็ดังมาก เราก็ดีใจก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ตื่นเต้นเหมือนกัน แล้วเราก็เป็นแฟนคลับของเขาอยู่แล้วดู Full House ที่เขาแสดงก็ชอบมากดีใจ จากตอนนั้นถึงตอนนี้ 13 ปีแล้วค่ะ สำหรับโฆษณาตัวนั้นนับว่าเป็นโอกาสที่ดีของเราอีกชิ้น

ในชีวิต พลอย ก่อนที่จะมาเจอ คุณเคน เคยอกหักไหม ?

พลอย ชิดจันทร์ : ไม่เคยเลยค่ะ (ยิ้ม ๆ)

แต่เมื่อได้มาเจอ คุณเคน ก็มีโจทย์มีปัญหาอยู่ไม่น้อย เจอกันได้ยังไง ?

พลอย ชิดจันทร์ : เจอกันครั้งแรก คือ เจอกันที่บ้านย่าของพลอย พี่เคนเขามากับคุณอา เพราะว่า พี่เคน เขาเป็นลูกหุ้นส่วนของคุณอา ก็มาร่วมงานปีใหม่ของที่บ้าน ตอนนั้นเราก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯ แล้วเราก็บินกลับไปงานที่บ้าน แล้วเราก็ได้ไปเจอเขาวันนั้นครั้งแรกที่งาน ตอนที่เจอเขาครั้งแรกก็ไม่ได้ปิ๊งอะไรขนาดนั้น แต่ว่าพอมาคิดย้อนหลังถึงทุกวันนี้แบบ.. มันก็มีอะไรนิด ๆ ความจริงมันก็รู้สึกพิเศษนิดหนึ่งแต่วันนั้นเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น เขาเป็นคนฮ่องกง-จีน ส่วนมากที่เราคุยกับเขาเลยเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียวเลย เพราะตอนนั้นเขาก็ยังไม่ค่อยได้ภาษาไทย ตอนนั้นที่เจอเขา พลอย ก็ถ่ายหนังแล้วก็เล่นละครเรื่องแรกเลยค่ะ

พลอยบอกเมื่อกี้ว่าเจอกันครั้งแรกก็รู้สึกพิเศษเหมือนกัน แล้วความรู้สึกพิเศษนั้น คืออะไรเอ่ย ?

พลอย ชิดจันทร์ : ถ้าพูดตอนนี้ พลอย ว่าตอนนี้รู้ตัวว่าเราน่าจะเป็นคนชอบคนตี๋ ๆ เพราะเราชอบหนุ่มลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนปัญหาที่ได้เจอก็คือระยะทาง หรือแบบมันจะยากหรือเปล่าสำหรับความสัมพันธ์ที่มันห่างแบบนี้ แต่ตรงนั้นที่เราเขว ไม่ใช่ประเด็นหลัก ๆ มากกว่ามันเป็นเพียงองค์ประกอบโดยรวม ๆ เพราะที่บ้านเราที่บ้านเขาก็ดูจะเป็นไปได้ยากค่ะ

แปลว่าครอบครัวเราไม่ค่อยถูกใจคนนี้ และครอบครัวเขาก็ดูเหมือนกับ…ไม่ถูกใจเราเหรอ ?

พลอย ชิดจันทร์ : เพราะด้วยความที่เราพูดภาษาจีนไม่ได้ และไม่ได้เจอคุณพ่อคุณแม่ของเขาด้วย เพราะว่าคุณพ่อเขาไปมา ๆ แต่คุณแม่เขาอยู่ฮ่องกงตลอด แล้วก็คุณอาก็มาบอกคุณแม่ของเราบ้างแหละว่าตอนนี้ คุณพ่อของเขาก็อยากให้เขาแต่งงานแล้วนะ แล้วเหมือนธรรมเนียมที่บ้านเขาจะมีการแบบหาคนที่เหมาะสมคู่ควรให้กัน พี่เคนเขาก็ไม่ได้แบบทำให้ พลอยรู้สึกว่าเขาฟังตามนั้น หรือ เขาจะทำแบบนั้น เพราะอันนี้ก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์ใจเยอะเหมือนกัน มันก็มีอุปสรรคปัญหาอะไรเยอะ ที่บ้านเขาอยากให้เขาแต่งงาน เหมือนพาเขาไปดูตัว แล้วเขาก็จะมีสินสอดที่เว่อร์วังมาก สำหรับคนจีนคือถ้าแต่งงานกันผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายให้ เพราะเหมือนเขาออกมาจากบ้านเขา เขาก็จะเหมือนให้เงินก้อนหนึ่งติดตัวมาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งที่คุณอามาบอกคุณพ่อคือ สินสอดที่เขานำมาคือ ร้อยกว่าล้าน อย่างพอแม่เราได้ยินท่านก็คิดว่าเราคงไม่ใช่อนาคตของลูกเขา แม่เราก็จะบอกเราว่าโอเคเรื่องรักกัน เรื่องอะไรเขาเข้าใจแต่ก็ต้องดูทุกอย่างด้วย แต่พี่เคน เขาก็ปฏิเสธพ่อเขา เขาก็ดื้อเขาก็บอกไม่เอา ไม่เอาจริง ๆ ทางพ่อเขาก็อยากให้เป็นอย่างที่เขาเตรียมไว้ ส่วนแม่เราก็ไม่อยากให้เราเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องทะเลาะกับพ่อ เราก็พิจารณาตัวเองหรือเราต้องถอยออกมาด้วยไหม

ย้อนกลับไปตอนนั้นที่พ่อเขาก็บินไปบินมา แล้วตัวเขาก็บินไปบินมา แล้วเขาเคยพาเราไปเจอพ่อเขาบ้างไหม ?

พลอย ชิดจันทร์ : ไม่เลย ไม่เคยเจอเลย แต่เคยเจอแบบผ่าน ๆ สมมติว่าพ่อเขามาคุยกับคุณอาแล้วก็เห็นแบบผ่าน ๆ แต่ไม่เคยมานั่งคุย กินข้าว หรือเจอกัน ไม่เคยเลยค่ะ เพราะเราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง

แล้วเขารู้ไหมว่าเราเป็นแฟนลูกชายเขา ?

พลอย ชิดจันทร์ : ทราบค่ะ แต่ตอนนั้นเราคิดว่าเขาต้องเหม็นเราแน่เลย เพราะว่าเราทำให้ลูกเขาไม่ทำตามที่เขาอยากได้

แต่ทางคุณพ่อคุณแม่ของ พลอย คือ บอกว่าให้หยุด หรือแปลสั้น ๆ ออกมาคือ ให้เลิกกัน แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งคือ คุณเคน คือ คุกเข่าขอคุณแม่พลอยด้วยตัวเอง ขอคบลูกสาวต่อ ?

พลอย ชิดจันทร์ : คือตอนนั้นเราก็ทำตามที่พ่อแม่เราขอ เราก็เลิกเราก็หายไปจากเขา ก็ไม่ตอบอะไรเขาเลย เขาโทรศัพท์มาเราก็ไม่รับเราหายไปอาทิตย์หนึ่ง แล้วประกอบกับตอนนั้นเราไปเที่ยวทะเลกับแม่ อยู่เกาะด้วยแหละค่ะ เราก็ปิดเครื่องเงียบหายไปเลย แต่ก่อนหน้านั้นเราก็คุยกับเขาแล้วว่ามันยาก แล้วอีกอย่างเขาก็มีแผนของเขา ของที่บ้านเขา เขาก็ควรที่แบบต้องทำให้สิ่งที่มันเป็นหน้าที่ของเขา เราก็มีหน้าที่ของเรา จะให้เราแต่งงานตอนนี้มันก็ไม่ได้อยู่ดี มันดูขัดแย้งกันไปหมด แล้วเหมือนเขาคงอยู่ไม่ได้ตอนนั้นเขาอยู่เชียงใหม่ เขาก็ขับรถมาเลย คือ แบบไม่จอด ไม่พักเลยขับมาอย่างเดียว เขาก็มาหาที่ พลอย อยู่กับ แม่ เขาก็มา แล้วเขาก็ร้องไห้ ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งเดียวที่เห็น พี่เคน ร้องไห้ขนาดนั้น เพราะตั้งแต่ที่อยู่กันมาจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่เคยเห็นเขามีน้ำตาเลย เป็นน้ำตาลูกผู้ชายจริง ๆ ที่เขาร้องไห้แล้วเขาก็คุกเข่าบอกแม่เราว่าขอคุยกับพลอยหน่อยได้ไหมเพราะเขารู้ว่าแม่ของเราห้ามในภาพตอนนั้นแม่ก็ให้คุยกัน

พลอย ชิดจันทร์ : พอได้คบกันก็มาถึงวันที่เขาไม่ได้แล้ว เขาต้องแต่งงานแล้ว ตอนแรกเราอยากให้อีก 2 ปีค่อยแต่ง เพราะว่าเราอยากเรียนให้จบ คือ หน้าที่ที่แม่เราอยากให้เราทำให้สำเร็จเราก็ต้องทำ เรื่องเรียน เรื่องงาน คือจริง ๆ มันก็หน้าที่ของเราด้วยแหละที่เราก็ทิ้งไปไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้แล้วจริง ๆ เพราะทางพ่อเขา เราก็เข้าใจเขามากจริง ๆ ว่าเขาโดนเยอะ แล้วช่วงนั้นคุณย่าของเขาก็ป่วย เขาอยากให้มีงานมงคลก่อนที่คุณย่าจะป่วยมากกว่านี้

พ่อเขาเร่งให้แต่งก็แปลว่าตอนนั้นพ่อของ คุณเคน เขาก็โอเคกับเราแล้วหรือเปล่า ?

พลอย ชิดจันทร์ : เหมือนพ่อเขาก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ พลอย ว่าไม่เชิงโอเค แต่ว่าบังคับไม่ได้แล้ว เพราะว่าพี่เคนก็ไม่จริง ๆ เพราะเวลาที่ พี่เคน ดื้อ คือเขาจะไม่พูดเลยแบบไม่คุยด้วยไม่แบบอะไร พลอย ก็ว่าเขาก็คงจะดื้อกับพ่อเขาพอสมควรคือเขาคนชัดเจน มีความรู้สึกว่าเขาชัดเจนจริง ๆ ว่าเขาไม่คือไม่ ตอนนั้นเราเลยต้องตัดสินใจ เพราะว่าถ้ารอบนี้เราบอกว่าไม่ก็คือ คราวนี้จบจริงแล้ว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเพราะว่าเราคบกันมาขนาดนี้แล้ว เราก็รู้สึกว่าเขาก็ใช่สำหรับเราแล้ว ซึ่งตอนที่ พลอย ไปบอกคุณแม่คุณพ่อ ว่าจะแต่งงานตอนนั้นมันยากมากเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่ามันยาก แล้วเขาจะเข้าใจเราไหมอะไรอย่างนี้ เราก็ร้องไห้เข้าไปก่อนเลย โดยที่ท่านก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็บอกท่านว่าเราเลือกแล้วเราขอเลือกแบบนี้ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เราเลือกจะไม่เชื่อฟังเขา เพราะทุกครั้งเราก็จะคุยกันแล้วสรุปสุดท้ายคือเป็นไปตามทำตามที่พ่อแม่ว่า แล้ววันนั้นก็คือเป็นครั้งแรกด้วยที่ได้บอกพ่อกับแม่ว่า จริง ๆ แล้วก็ได้แอบคบกับพี่เคนมาตลอด ซึ่งท่านก็ไม่ได้ยอมรับ แล้วก็ไม่ได้พอใจ แต่เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้วจริง ๆ เราขอแบบนี้นะ ซึ่งเขาก็รู้เหตุผลของฝั่งพี่เคนแหละว่าทำไมเพราะอะไร แล้ว พี่เคน ต้องเจอกับอะไร ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นเราก็เหมือนจะสู้ไปด้วยกันกับพี่เคน เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่ของสามีเขาจะอย่างไรกับเราด้วยซ้ำ แต่เราสองคนรู้แค่ว่าเราโอเคกันเราจะไม่เลือกใครแล้ว แล้วเขาก็รู้ว่าเขาเลือกเราแล้วแค่นั้นเลยแล้ว ๆ

และอีกเรื่องที่ถ้ามองย้อนกลับไป คือ สิ่งที่แรงที่สุดที่เข้ามากระทบในชีวิต คือ วันที่ พลอย ออกมาแถลงข่าว เป็นวันที่เรามีน้องอยู่ในท้องแล้ว 7 เดือน ก็มีข่าวออกมาต่าง ๆ นานา แน่นอนพอออกมาแถลงข่าวว่ามีน้องก็มีข่าวว่าท้องก่อนแต่งส่วนใหญ่ไปในทิศทางนี้ พูดได้ว่า พลอย ไม่ได้อธิบายในเรื่องนี้เลยในชีวิต

พลอย ชิดจันทร์ : คือเราไม่ได้อธิบายไทม์ไลน์ขนาดนั้นว่า เหมือนเราได้มาคุยกันตั้งแต่แรก วันนั้นเราก็อธิบายเพียงแค่ว่าที่เขียนอักษรย่อกันคือเราแหละ แต่เราแต่งงานกันแล้วนะ แต่เราไม่ได้อธิบายว่าเราแต่งงานกันมานานแล้ว แต่แต่งกันเงียบ ๆ เฉพาะคนในครอบครัวเราที่รู้ ซึ่งในรายการ Club Friday Show เป็นครั้งแรกของ พลอย เลยค่ะ ที่มานั่งเล่าไทม์ไลน์ ทั้งหมดแบบละเอียดมาก

ซึ่งอาชีพที่ พลอย ใฝ่ฝันคือ หมอ แล้วเปลี่ยนมาเป็นการแสดง และซึ่งจริง ๆ แล้วสุดท้าย อาชีพจริง ๆ ของพลอยคือ นักธุรกิจ แล้วก็เป็นแม่บ้านแบบเต็มตัวในการเลี้ยงลูก

พลอย ชิดจันทร์ : ตอนนั้นก็เหมือนเราไปเริ่มต้นสตาร์ทชีวิตใหม่ ชีวิตของเราก็พลิกอีก ตอนนั้นเราก็ต้องมาโฟกัสคือภาษาของเราต้องได้ล่ะ เพื่อสื่อสารกับครอบครัวสามี ลูกค้าธุรกิจ เราต้องช่วยเขาได้ ซึ่งทุกวันนี้เราก็คุยได้เลย คุยกับคุณพ่อได้ตลอดแล้วค่ะ พอคุยกันจริง ๆคุยพ่อเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แรก ๆ เราก็จะคิดว่าเขาดูดุมากค่ะ แต่พอได้คุยกับเขาจริง ๆ คือเขาสอนเราเยอะมาก ภาษาที่พลอย ได้ทุกวันนี้ พลอยก็ได้มาจากคุณเลยค่ะ เพราะคุยกับเขา เขาก็จะโต้ตอบสอนเราด้วย เขาก็จะ FaceTime มาเลยค่ะ เพื่อจะคุยกับพลอย เพราะเขากลัวว่าถ้าเขาโทรมาเขาจะคุยกับพลอยไม่รู้เรื่อง เขาต้องเห็นหน้าคุยอธิบายมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งพี่เคน เขาคงมั่นใจในตัวเราว่าเราได้ เราเอาอยู่ เราจัดการได้ เราทำได้แหละเขาก็เลยให้เราคุยกับพ่อไปเลยเรื่องนี้ พลอย ก็ต้องขยันขึ้นมาก ๆ ซึ่งคุณพ่อ จะโทรมาคุยงานคือ 8 โมงเช้า

คุณพ่อคุณแม่เขาเคย เหมือนไม่เลือกเรา เขามีกำแพงกับเราไหมช่วงแรก ?

พลอย ชิดจันทร์ : พลอยก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากขนาดนั้นนะคะ คุณแม่คือน่ารักมากใจดีมาก เป็นคุณแม่ที่เข้าใจนะคะ ส่วนคุณพ่อ ก็คงจะมีแผนในมุมนักธุรกิจการทำงานของเขาที่ พลอย ก็เข้าใจ แต่ในเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้นเขาก็เข้าใจยอมรับได้ ตั้งแต่ที่ พลอย มาอยู่กับครอบครัวเขาก็รู้สึกดีตลอด ไม่ได้มีความรู้สึกแบบที่เรากังวลเลย มันคือความคิดที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

จนตอนนี้ พลอย คือ สะใภ้คนโปรด เพราะคุณพ่อ คุณเคน รักพลอยมาก คุยกับลูกสะใภ้มากกว่าลูกตัวเองแล้วทุกวันนี้ ?

พลอย ชิดจันทร์ : ใช่ค่ะ ทุกวันนี้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ

นี่ !! อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ คนที่มีปัญหาในความรักพ่อแม่เขาไม่ชอบเรา หรือ พ่อแม่เราไม่ชอบเขา ที่สำคัญสุดคือ คนสองคนจริง ๆ

พลอย ชิดจันทร์ : เขาคงเห็นความพยายามของเรา สุดท้ายเขาก็ยอมรับ เขาอยู่ไหนเราก็อยู่นั่น เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของ พลอย เลยในตอนนั้น ซึ่งพี่เคน ก็พูดกับพลอย ประโยคหนึ่ง You Jump I Jump ด้วยกันนะ

แล้วแฮชแท็ก อาชีพพลอยชิดจันทร์ มายังไง ?

พลอย ชิดจันทร์ : คงเป็นเพราะว่าเขาเห็นว่าเราดูชีวิตดีดูแบบ .. ดูสบายอะไรอย่างนี้ด้วยมั้งคะ แล้วอาจจะมีการให้ของขวัญกันอะไรอย่างนี้ในช่วงระยะเวลาช่วงตรงนั้น ช่วงตรุษจีน สามีก็ให้อังเป่าเป็นทองสี่แท่ง เพราะว่ามีลูก 4 คน เป็นทอง 4 กิโล สี่กิโลก็ประมาณ 6-7 ล้านบาทค่ะ สิ่งที่เราให้สามีคือเขาก็เล็ง ๆ รถรุ่นหนึ่งไว้ เราก็เซอร์ไพรส์โดยการที่เราไปซื้อตัดหน้าให้เขาก่อน ซึ่งเป็นรถ Bentley มันก็ไม่ใช่เรื่องของมูลค่าด้วยค่ะ เพราะนาน ๆ เราถึงจะให้กันที เพราะเราก็บอกเขาว่าอันนี้รวมหมดแล้วนะทุกเทศกาล แต่ก็ผ่อนนะไม่ใช่ซื้อเลย

แต่เขาก็ให้คนรอบตัวเขาด้วยอันนี้เป็นสิ่งน่ารักนะ คือ การให้โบนัสบูกน้อง ?

พลอย ชิดจันทร์ : ใช่ค่ะ อันนี้คือเป็นสัญญาให้กันไว้ คือ พี่ ๆ ทีมนี้แบบเริ่มก่อตั้งกับเราค่ะ เราก็สัญญากันว่าถ้าอยู่กันคบ 10 ปี เราจะมีแจกโบนัสนะ เหมือนเราเก็บเงินให้ เป็นโบนัส คนละ 500,000 บาท ซึ่งตอนนี้ ที่เราทำอยู่คือ มีส่งออกลำไยอบแห้ง ผลไม้สด คือสามีเองเขาก็ทำตรงนี้มาตั้งแต่แรกแล้วเราก็มาช่วยเขาทำมีขนส่งด้วย ล่าสุดกำลังจะเปิดคาเฟ่ค่ะ

อ่านข่าวเพิ่มเติม