ดูหนังออนไลน์
Entertainment

เปิดชีวิตล่าสุด อดีตนางเอกดัง ‘วิกกี้ กันตา ดานาว’ หลังหายหน้าจากวงการไปนาน

เปิดชีวิตอดีตนางเอกดัง “วิกกี้ กันตา ดานาว” หลังทิ้งวงการไปนาน

พร้อมเผยถ้าลูกชายจะแต่งงานมีคู่ได้ต้องอายุ 30  ขึ้นไป

ถ้าย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วนางเอกที่ขึ้นแท่นนัมเบอร์วันต้องยกให้ วิกกี้ กันตา ดานาว ติดทำเนียบนางเอกที่ฮอตและโด่งดังที่สุดแห่งยุคนั้นคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในช่วงที่กำลังดังในตอนนั้นเธอก็ยอมที่จะทิ้งและหันหลังให้กับวงการแล้วเปลี่ยนสถานะบทบาทมาเป็นคุณแม่และแม่บ้านที่ดูแลครอบครัวแทน เมื่อได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 คุณแม่วิกกี้ ได้เปิดแบบหมดเปลือกว่าเพราะอะไรทำไมถึงยอมทิ้งชื่อเสีย พร้อมอัพเดทถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เป็นเสมือนดวงใจว่าเพราะอะไรทำไมลูกชายต้องอายุ 30 ถึงจะยอมให้แต่งงาน

ถาม ตอนนั้นละครหลายเรื่องมาก ณ ตอนนั้นบทบาทไหนที่สร้างชื่อให้เราที่สุด

วิกกี้ กันตา ส่วนมากจะเป็นละครตอนเย็นค่ะ ละครที่สร้างชื่อให้เราที่สุดน่าจะเป็นเรื่องแรกเลยไปถ่ายที่อังกฤษด้วยสมัยก่อน

ถาม ความดังของเราตอนนั้นเราสัมผัสได้ยังไงเพราะว่าตอนนั้นยังไม่ได้มีโซเชียล 

วิกกี้ กันตา สมัยก่อนคือเราขึ้นรถเมล์แล้วเรารู้สึกเหมือนสัตว์ประหลาดเพราะว่าทุกคนจะหันมามองเรา เราคิดว่าเราขึ้นรถเมล์ไม่ได้แล้ว เราไม่ได้จะถือจะยิ่งนะคะ แต่เพราะว่าเวลาที่เราไปไหนเราไปคนเดียวไม่ได้มีผู้ติดตาม พอเราเดินเข้าห้างก็จะมีคนมองเรา นั่นคือสิ่งที่ทำให้รู้ว่ามีคนรู้จักเราแล้วนะ แล้วช่วงนั้นคือเราทำงาน 7 วันเลยค่ะ แล้วคือไม่ได้กลับบ้านเลยเรานอนที่กองถ่ายที่สตูดิโอเลย คือ 7 วันไม่ใช่ครั้งละเรื่องที่ถ่ายละคะ อาจะจะมี 3-4 เรื่องแล้ว

ถาม ตอนนั้นชื่อเสียงคือไม่มีใครไม่รู้จัก วิกกี้ กันตา ดานาว แต่อยู่ๆเธอก็หายหน้าไปจากวงการถึง 30 ปีเต็ม

วิกกี้ กันตา : เพราะตอนนั้นเรามีครอบครัวแล้วเรามีลูกชาย ตอนที่มีลูกก็ยังถ่ายละครอยู่แต่ตอนที่ลูกโตพร้อมเข้าโรงเรียนเราก็เริ่มมีอาการวิตกจริต คือ ไม่กล้าฝากคนอื่นเลี้ยงหรือรับส่งไปโรงเรียนเลยมีความรู้สึกว่าเราสบายใจกว่าที่เราจะดูแลลูกเอง และ อีกหนึ่งส่วนสำคัญเลยคือการที่เราได้เห็นการพัฒนาการของลูกถ้าเราเป็นคนแรกที่ได้เห็นแจะเป็นอะไรที่เราจะเรียกคือ หรือเราซื้อไม่ได้ก็เลยมีความรู้สึกว่าเรายอมที่จะหยุดตรงนี้ไว้ก่อน แล้วก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวดีกว่าเราก็เลยออกไปเลี้ยงลูก 100 เปอร์เซ็นต์เต็มเลย แล้วคือกลายเป็นว่าพอเราเลี้ยงเองกลายเป็นว่าเราติดลูกห่วงเขา ห่วงลูกมากเกินไปก็เลยไม่กล้าปล่อยเขา

วิ้กกี้ กันตา : แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆกลับมาแล้วนะคะ คือ วิกกี้ ก็ทำงานบริษัทด้วย คือ แน่นอนผู้จัดนักแสดงก็มาถ่ายงานที่ คิง พาวเวอร์ ก็มาเจอเราเขาก็มาทักทายเรา ซึ่งเพราะเขาเห็นเราทำงานประจำเลยคิดว่าเราคงไม่รับงานละครเราก็เลยบอกว่าไม่นะเราคิดถึงอยู่ก็เลยเป็นการเริ่มต้นของการกลับมาเล่นละคร ซึ่งในระหว่างที่เราหายไปเราก็แอบมีคิดบ้างนะคะ ว่าเราอยากกลับมาทำงาน แต่ด้วยความที่เราเป็นแม่บ้านอยู่บ้านกับลูกจริงๆแล้วเราไม่ได้กลับมาพบกับทุกคนในวงการบันเทิงเลย เราเลยไม่มีความมั่นใจ

ถาม ในช่วงนั้นมีคนติดต่อมาไหม หรือ ติดต่อมาแล้วเราปฏิเสธ

วิกกี้ กันตา : ก็มีติดต่อมาช่วงแรกแต่เราก็ปฏิเสธเขาตลอดจนเขามั่นใจว่าเราคงไม่รับงานแน่ๆเลยหายไป แต่พอเราได้กลับมาเล่นละครแล้วก็มีคนที่เคยตามเราอยู่ก็ตกใจ ก็มีผู้จัดติดต่อมาเรื่อยๆเพราะก่อนหน้านี่เขาก็พยายามที่จะหา (ด้วยวัยของเราก็ตัวแม่แล้วแหละ) ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดี แต่พอเรากลับเข้ามาในวงการบันเทิงทุกสิ่งทุกอย่างคือ เปลี่ยนไปหมดเลย เราก็ตื่นเต้นมากจนเราก็ได้บอกกับทรมไปว่าถ้ามีอะไรไม่ถูกใจบอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ จะกี่เทคก็ได้ อยากให้ถูกใจคนอื่นเพราะว่าเราก็กังวลว่าจะใช่ไหมจะถูกใจไหม

ถาม ซึ่งตอนนี้ลูกที่แม่ติดนั้น ทั้งสองคนคือ โตมากแล้ว

วิ้กกี้ กันตา : คนโตอายุจะ 27 ย่าง 28 เป็นตำรวจทั้งคู่เลยค่ะ ตอนนี้ประจำการอยู่ที่ นครราชสีมา

ถาม นอกจากจะมีลูกชายสุดหล่อ แสนดีแล้ว ยังมีลูกๆอีก 11 ตัว 

วิ้กกี้ กันตา : คือ จริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจที่จะเลี้ยงนะคะ แต่เราเป็นคนรักชอบน้องหมาอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้รักผูกพันเยอะขนาดนี้ แต่มันมีเหตุที่เราจะต้องไปดูเขาเพราะบางตัวเขาถูกทอดทิ้งเราคิดว่าถ้าทิ้งไว้ตรงนั้นเขาตายแน่นอน เราก็มีทั้งที่เราเจอ เขาขอให้ช่วยเลี้ยง ซึ่งน้องหมาเขามีระบบเหมือนเรา เขามีอวัยวะ เขามีสมอง มีหัวใจ เขามีความรู้สึกหายใจเหมือนเราก็เลยมีความรู้สึกว่าหนึ่งลมหายใจของเขาก็เหมือนของเราเหมือนกัน ตัวที่อายุที่มากที่สุดก็ประมาณ 10 ปี ที่เขาถูกทิ้งมา ซึ่งเราก็มีความรู้สึกว่าการที่เราเลี้ยงเขา มันมีเหตุการณ์ที่ชัดเจนแบบนี้ค่ะ อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งที่สามีไปเดินอยู่กน้าบ้านแล้วสามีจะเดินข้ามถนนออกไปข้างแล้วมันมีหมาจรอยู่แถวนั้นแล้วชอบถามเขา แล้วมีครั้งหนึ่งมี่สามีเดินข้ามถนนแล้วหมาเดินตามไปด้วยแล้วคือสามีไม่ทราบว่าเขาเดินตามไปด้วยแล้วปรากฏว่ารถมาชน สามีพอเห็นก็เข้าไปช่วย ขาเขาหักหลายท่อนเลยเราก็พาไปโรงพยาบาลแล้วก็รักษาจนหาย แล้วเราก็คิดว่าเราจะพากลับบ้านมาแล้วเอามาเลี้ยงแต่ปรากฏว่าเขาไม่ยอมเข้าบ้านเขาจะอยู่แต่หน้าบ้าน แต่มาอีกวันคือน้องหมาเขาหายไปแล้วและซึ่งก็แปลกมาก เพราะว่าสามีเป็นคนที่ปวดขามากแล้วพอเราพาน้องหมาไปรักษาแล้วสามีหายปวดขาเราก็คิดว่ามันบังเอิญไหมที่เราไปช่วยรักษาขาเขาเลยทำให้ขาของสามีดีขึ้นก็เลยเชื่อตั้งแต่นั้นมา แล้วก็มีอีกครั้งที่เราก็เลี้ยงหมาจรที่หน้าบ้านทุกวันแล้วก็ข่วงนั้นเราก็ฝันร้ายทุกวันแล้วฝันว่าตัวเองรถคว่ำตาย แล้วเราก็ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วก็ไปรถชนตอนไปส่งลูกซึ่งเป็นรถชนธรรมดามากแล้วก็ไปโรงพักจัดการเรื่องที่ชน แล้วพอเรากลับมาบ้านเราได้เจอน้องหมาที่เราเลี้ยงเขานอนหายใจเฮือกมาก !! จะไม่ไหวแล้ว สรุปแล้วเขาโดยรถชนแล้วเขาก็พยายามพาตัวเองมาที่หน้าบ้านเพื่อรอเราพอเจอเราแล้วเขาก็เสีย เราเลยมีความรู้สึกว่าเขามารับเคราะห์แทนเราหรือเปล่าคือเราไม่รู้ว่าจริงไม่จริงแต่เราเชื่อว่าใช่ !!

ถาม จริงไหมที่ พี่วิกกี้ หวงลูกชายมากจนไม่ยอมให้ลูกมีแฟน

วิกกี้ : ก็หวงบ้าง !! ที่ยังไม่อยากให้เขามีแฟนเพราะว่าเห็นว่าเขายังเด็กอยู่เลยรู้สึกว่ายังไม่ต้องรีบ (หัวเราะ) แต่ถามว่า ณ วันนี้เขามาปรึกษาไหม เขาก็มีนะคะ เราก็ดูว่าก็ผ่านนะคะ ก็โอเคเพราะว่าเขาโตแล้วใช่ไหม แต่ตอนนี้เราก็รู้สึกว่ายังไม่อยากให้เขาแต่งถึงเขาจะอายุ 27 แล้วก็เถอะเพราะว่าเรารู้สึกว่าเขายังไม่พร้อมแต่ถ้าถามว่าจะให้เขาแต่งเมื่อไหร่เป็นคำถามที่ยากมากจริงๆคิดว่า 30 ขึ้นไปกำลังดีค่ะ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team