จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ กระแสสิ่งแวดล้อม ประกอบกับต้นทุนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ถูกลง ล้วนส่งผลให้ปี 2569 กลายเป็นปีทองของ โซลาร์รูฟ ในประเทศไทย
ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟ จะเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือประหยัดไฟ นั่นคือ การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะประจำบ้านและธุรกิจ รวมทั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่ยุคพลังงานสะอาดของภาคประชาชนและธุรกิจ โดยมีปัจจัยบวกสนับสนุนรอบด้าน ดังนี้

1. มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการให้เจ้าของบ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟสามารถนำค่าใช้จ่าย (ค่าอุปกรณ์และติดตั้ง) มา หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 2 แสนบาท (สำหรับระบบขนาดไม่เกิน 10 kWp) ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมช่วงปี 2568-2571 ทำให้ปี 2569 เป็นช่วงที่ตลาดคึกคักที่สุดโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รวมทั้งมาตรการรับซื้อไฟคืน 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ช่วยให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลง
2. เทคโนโลยีและต้นทุนราคาอุปกรณ์ถูกลง
ในปี 2569 ราคาแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์จะลดลงต่อเนื่องจากการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scale) ในตลาดโลกยุคของแบตเตอรี่ (ESS) ระบบ Hybrid ที่มาพร้อมแบตเตอรี่จะได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะราคาแบตเตอรี่ลิเธียมถูกลง ทำให้สามารถเก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้คุ้มค่ากว่าเดิม รวมทั้งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยแผงโซลาร์เทคโนโลยีใหม่ เช่น N-Type หรือ TOPCon) จะกลายเป็นมาตรฐานหลัก ซึ่งให้กำลังผลิตสูงขึ้นในพื้นที่ติดตั้งเท่าเดิม
3. ปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมหนีค่าไฟแพง
แม้แนวโน้มค่าไฟอาจมีการปรับลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติ (คาดการณ์ที่ราว 3.70 – 3.90 บาท/หน่วย) แต่การติดตั้งโซลาร์เองยังคงคุ้มค่ากว่าในระยะยาว (คืนทุนเฉลี่ย 4–6 ปี) อีกทั้งการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2569 ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในบ้านเพิ่มขึ้น การติดตั้งโซลาร์รูฟจึงกลายเป็นโซลูชันหลักในการลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถ

4. ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมกระแส Net Zero
ภาคธุรกิจ จะเร่งติดตั้งพลังงานโซลาร์เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน (ESG) และหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีคาร์บอนในการส่งออก โดยผู้ประกอบการจะนิยมทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ให้บริการแทนการลงทุนเอง แต่ได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกกว่าการไฟฟ้า
จากปัจจัยบวกดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้แนวโน้มตลาดโซลาร์รูฟในประเทศไทยปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่การแข่งขันจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาด สามารถแยกออกได้เป็นโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาครัฐ และโครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาคเอกชน ได้แก่
โครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาครัฐ
รายได้รวมจากขายไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ให้ภาครัฐในปี 2569 มีเเนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 7% โดยรายได้จากของแต่ละโครงการค่อนข้างจะมั่นคง เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าเต็มปริมาณที่ผลิตได้ ภายในระยะเวลาสัญญาของแต่ละโครงการ
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับรายได้ต่อการขายไฟต่อหน่วย ได้แก่ ราคารับซื้อตามสัญญาของภาครัฐ ซึ่งมีการปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 2.1679 บาท/หน่วย ส่งผลให้รายได้ต่อหน่วยจากการขายไฟลดลง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราวกว่า 30% สำหรับโครงการที่จะเริ่มดำเนินการซื้อขายในปี 2569

โครงการที่ทำสัญญาซื้อขายกับภาคเอกชน
รายได้รวมจากการขายไฟฟ้าให้ภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโต ตามความต้องการซื้อที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากถึง 21% ในปี 2569 เนื่องจากผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หันมาเลือกใช้บริการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Private PPA มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้นทุนของผู้ให้บริการก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สะท้อจากต้นทุนรวมในการติดตั้ง และ LCOE เฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะลดลง 8% และ 11% ตามลำดับ จากปีก่อนหน้า
การแข่งขันและกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป
สภาพการแข่งขันในปี 2569 จะไม่ใช่การแข่งขันที่ราคาของแผงโซลาร์เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการแข่งกันที่ ระบบนิเวศพลังงาน เพื่อสร้างแต้มต่อและดึงใจลูกค้า
นอกจากนี้ ตลาดจะเปลี่ยนจากระบบ On-grid (ใช้ไฟจากแผงเฉพาะกลางวัน) ไปเป็น Hybrid ที่มีแบตเตอรี่ (BESS) มากขึ้น เนื่องจากราคาแบตเตอรี่โลกลดลงจนถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น (ราว 5-6 ปี) ผู้เล่นรายใหญ่จะแข่งกันนำเสนอโซลูชันที่ทำให้บ้านใช้ไฟฟรีได้เกือบ 24 ชั่วโมง
อีกประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ การรุกคืบของบริษัทอสังหาฯ ที่จะไม่เพียงแค่ติดโซลาร์เป็นของแถม แต่จะตั้งบริษัทลูกมาเป็นผู้ให้บริการพลังงานของโครงการเอง ขณะที่ค่ายเทคโนโลยีอย่าง Huawei หรือ Tesla จะเน้นขายซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงานที่ฉลาดกว่าเดิม
ขณะเดียวกันเนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาในตลาดมากขึ้น จะส่งผลให้ลูกค้าเริ่มกังวลเรื่องการทิ้งงานในปีที่ 3-5 ดังนั้นแบรนด์ที่การันตีการดูแลระยะยาว 20-25 ปีด้วยเทคโนโลยี Monitoring (AI ตรวจจับจุดเสียล่วงหน้า) จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
สิ่งที่น่าจับตาคือ แบรนด์ที่ต้องการครองใจผู้บริโภค ต้องใช้กลยุทธ์ที่เน้นความง่ายและสร้างความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ด้านบริการเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว นั่นคือ การจัดการตั้งแต่การออกแบบ ขออนุญาต ติดตั้ง ยื่นลดหย่อนภาษี 2แสนบาท ให้จบในที่เดียว รวมถึงการร่วมมือกับธนาคารออกแพ็กเกจ ผ่อนจ่ายด้วยค่าไฟที่ประหยัดได้ ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้นเนื่องจากไม่ต้องควักเงินก้อน
อีกจุดขายสำคัญคือ การรับประกันด้านความปลอดภัย เช่น ระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดความร้อนผิดปกติ (Rapid Shutdown) ซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่ลูกค้ามองหาเป็นอันดับแรกเพื่อความสบายใจในการติดบนหลังคาบ้าน และการกล้ารับประกันหน่วยไฟที่ผลิตได้จริง หากผลิตไม่ถึงเป้า ยินดีชดเชยส่วนต่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- กัลฟ์ สานต่อโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts’ ติดโซลาร์บนแพครั้งแรก ‘ชุมชนบ้านปากนาย’
- ‘กสิกรไทย’ ผนึก แสนสิริ-EGAT-INNOPOWER-ION หนุนสร้างรายได้จากโซลาร์ ผ่านแพลตฟอร์ม GreenPass
- AI กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไม่ใช่แค่ ‘เครื่องมือช่วยทำงาน’ แต่เป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัวที่คิดแทนและลงมือทำ’
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg