Environmental Sustainability

ผาปังโมเดล “ชุมชน” พึ่งตนเอง ด้านพลังงานจากทรัพยากรท้องถิ่น


ตลอดระยะเวลา 16 ปี “ผาปัง” ชุมชนเล็ก ๆ ลับตา ปลายสายส่งไฟฟ้า อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ไม่รอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐ ไม่ง้อการไฟฟ้าจะลากสายส่งมาถึงหรือไม่ แต่มุ่งมั่นคิดค้น นวัตกรรม ใช้ทรัพยากรฐานชีวภาพในท้องถิ่น สร้างพลังงานใช้เองอย่างยั่งยืน จนกลายเป็น ผาปังโมเดล พื้นที่ศึกษาดูงานของชุมชนต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่หวังนำไปขยายผลในพื้นที่อื่น

ผาปัง เป็นตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง มีประชากรที่อาศัยอยู่จริงราว 980 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ ประมาณ 41% ของคนในพื้นที่ ชุมชนแห่งนี้อยู่ในเขตเงาฝน หรือพื้นที่แล้ง มักเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐาน เมื่อราวปี 2547 ชาวบ้านกลุ่มเล็ก ๆ ในพื้นที่รวมตัวกัน ริเริ่มคิดหาพืชเศรษฐกิจสำคัญ

จากทรัพยากรฐานชีวภาพในท้องถิ่น พบว่าพืชตระกูลหญ้าที่อยู่รอด อายุยืนสุด คือ “ไม้ไผ่” จากเดิม ผาปัง มีการปลูกไผ่อยู่แล้ว จึงเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่มีอยู่ นำมาขยายผลส่งเสริมการปลูกไผ่ ซึ่งนอกจากจะให้ออกซิเจน มากกว่าพืชอื่นถึง 35% ยังมีคุณภาพดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากกว่า 75%

ผาปังโมเดล

การพัฒนามวลรวมความสุขของประชาชนตำบลผาปัง การพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

ต่อมาเมื่อปี 2550 ชาวตำบลผาปังกลุ่มหนึ่ง ได้ตั้ง คณะกรรมการพัฒนาชุมชนตำบลผาปัง ขึ้นมา เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการชุมชนแบบพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน โดยจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชน” เพื่อเป็นหน่วยงานดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผาปัง เป็นหน่วยงานกำกับทิศทางการพัฒนาชุมชน มี มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ทำหน้าที่เป็นกรรมการอำนวยการบริหารชุมชน เป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงโครงข่ายผ่านกระบวนการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ และร่วมเป็นเจ้าของ ในการพัฒนาโครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ทั้งในระบบราชการ และนอกระบบ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การพัฒนามวลรวมความสุขของประชาชนตำบลผาปัง ด้วยการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

หัวใจของชาวบ้านตำบลผาปัง ที่รวมตัวกันด้วยความเข้าใจปัญหาและการพัฒนา เปลี่ยนจาก ภาระ เป็น พลัง เปลี่ยน หน้าที่ เป็น น่าทำ ซึ่งก่อให้เกิด กิจกรรม จนสุดท้ายเกิดเป็น กิจการ ของชุมชน เข้าสู่ หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ชุมชนผาปัง จึงสร้างความยั่งยืน โดยการต่อยอดจากพืชเศรษฐกิจที่มีอยู่ คือ ต้นไผ่ โดยเฉพาะ ไผ่ซางหม่น พืชประจำถิ่น เพราะให้ทั้งพลังงาน และเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกไผ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 24,451 ไร่

โดยไม้ไผ่ ซางหม่น 1 ลำ มีความสูง 15 เมตร ไม่มีส่วนที่ต้องทิ้ง เมื่อตัดส่วนปล้องออก สามารถนำไปทำตะเกียบ เยื่อไผ่ หลอด เสื้อผ้า ส่วนข้อไผ่ นำไปทำพลังงานต่าง ๆ และยังได้ขี้เลื่อย อีกทั้ง ไผ่ 1 กิโลกรัม ให้ค่าความร้อนถึง 30 MJ ขณะที่ไม้ทั่วไปให้ค่าความร้อนเพียง 18.5 MJ เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซิน 1 ลิตร ให้ค่าความร้อน 35.4 MJ ส่วนน้ำมันดีเซล 1 ลิตร ให้ค่าความร้อน 38 MJ
ในช่วงปี 2555-2556 วิสาหกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานชุมชน ได้พัฒนา ระบบผลิตแก๊สซิฟิเคชั่น (Gasification) เป็นระบบที่ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน บริหารจัดการโดย มูลนิธิสร้างสุขชุมชน เครือข่ายวิสาหกิจพลังงานชุมชน และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ให้การสนับสนุน

โดยวิสาหกิจชุมชนใช้ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบในการผลิตตะเกียบวันละ 3 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้แปรรูปเป็นตะเกียบได้ 1 ตัน คิดเป็น 30% ส่วนที่เหลืออีก 2 ตัน จะเป็นในส่วนของวัสดุเหลือใช้ และข้อไม้ไผ่คิดเป็น 70%

ปริมาณเศษวัสดุดังกล่าวเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานชีวมวลชุมชนขนาด 70 กิโลวัตต์ (0.07 เมกะวัตต์) ซึ่งโดยทั่วไป เศษวัสดุเหลือใช้นี้ ชาวบ้านทั่วไปใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จะเผาทำลาย ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ

เมื่อนำมาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าใช้ในชุมชน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า ทำให้ชุมชนมีรายได้เฉลี่ย 150,000 บาท/เดือน หรือ 1,800,000 บาท/ปี ตาม นโยบาย 1 วิสาหกิจพลังงานชุมชนสุขภาพดี 1 ธนาคารชุมชน 1 สวัสดิการชุมชนยั่งยืน

ผาปังโมเดล

สูตรสำเร็จของ ผาปังโมเดล นี้ นอกจากความเข้มแข็งของชาวบ้านในพื้นที่แล้ว ยังเลือกใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง คือ ระบบแก๊สซิฟิเคชั่น (Gasification) ซึ่งเป็นระบบการเผาไหม้ใน เครื่องแก๊สซิไฟเออร์ (Gasifier) โดยควบคุมอากาศไหลเข้าในปริมาณจำกัด ทำให้เกิดก๊าซที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรเจน (H2) เป็นหลัก และเกิดก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซที่เกิดขึ้นสามารถนำไปให้ความร้อนโดยตรง หรือนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อผลิตไฟฟ้า

ระบบแก๊สซิฟิเคชั่น (Gasification) เหมาะกับการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ (1,000 กิโลวัตต์) ไม่มีมลภาวะที่สร้างผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ข้อด้อยมีประการเดียว คือ มีน้ำมันดิน (Tar) หรือ น้ำส้มควันไม้

ดังนั้นจะต้องมีการแยกระบบก๊าซออกจากน้ำมันดิน ชีวมวลที่เหมาะสมจะนำมาเป็นเชื้อเพลิง เช่น เศษไม้ที่ย่อยแล้ว ซังข้าวโพด กะลาปาล์ม ชานอ้อย หรือแกลบ เป็นต้น ต้องมีขนาดที่พอเหมาะ ความชื้นไม่ควรเกิน 50% หากขนาดเล็กเกินไป จะทำให้อากาศไหลผ่านไม่ได้ หรือหากใหญ่เกินไปจะเกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่หมด

นอกจากนี้ยังสามารถนำขี้เลื่อยไผ่ มาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง และยังนำผงเถ้าถ่านมาผสมมูลสัตว์ทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ในการเกษตรชุมชนได้อีกด้วย จึงเป็นต้นแบบการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับชุมชน และชุมชนสามารถเป็น เจ้าของ ในการพัฒนาพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ผาปังโมเดล

ในปี 2562 ผาปังโมเดล ยังมีนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยริเริ่ม โมเดล Micro Off-Grid Hybrid Syngas -Solar–Battery เป็นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล กำลังการผลิต 20 กิโลวัตต์ ผสมผสานกับโซลาร์เซลล์ กำลังการผลิต 30 กิโลวัตต์ โดยมีแบตเตอรี่เข้ามากักเก็บพลังงาน ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น

หลักการทำงานของระบบนี้ คือ นำไม้ไผ่มาอบเป็น “ถ่านเชื้อเพลิง” ปั่นไฟฟ้า ผสมผสานกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีแบตเตอรี่ ลิเธี่ยมไออน เข้ามากักเก็บพลังงานได้ขนาด 50 กิโลวัตต์ ทำให้บ้านผาปัง มีไฟฟ้าใช้มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังผลิตก๊าซชีวภาพจากถ่านไผ่ได้ด้วย ทดแทนการซื้อก๊าซหุงต้ม (LPG) เรียกโมเดลที่คิดค้นว่า Phapang Bamboo Gas (PBG) ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้ถึง 65% และทำโฮมสเตย์ได้ รองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมอุโมงค์ไผ่ขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย กว่า 2,500 คนต่อปี

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ อาทิ ตะเกียบ ก้านธูป น้ำยาฆ่าเชื้อรา จากน้ำควันไม้จากการเผาถ่าน

โดย “ผาปัง” บริหารจัดการในรูปแบบ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ปี 2558 สร้างรายได้ 6.4 ล้านบาท ในปี 2562 มีรายได้แตะ 11.2 ล้านบาท และปี 2563 มีรายได้มากกว่า 15 ล้านบาท

ผาปัง ยังได้ตั้ง บริษัทถ่านไผ่ผาปัง เพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกไผ่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะได้ศึกษาข้อมูล พบว่า ไม้ไผ่ สามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ดังนี้

1. ขายไผ่หน่อ สร้างรายได้ 40,000 บาทต่อไร่ต่อปี

2. ไผ่ลำและไผ่ถ่าน สร้างรายได้ 60,000 บาทต่อไร่ต่อปี

3. แปรรูปเป็นไม้เสียบเอนกประสงค์ สร้างรายได้ 87,500 บาทต่อไร่ต่อปี

4. ทำภาชนะไบโอและไผ่ถ่านปุ๋ย สร้างรายได้ 120,000 บาทต่อไร่ต่อปี

5. ไผ่ถ่านอุตสาหกรรม สร้างรายได้ 320,000 บาทต่อไร่ต่อปี

6. ผลิตเป็นเวชสำอาง สร้างรายได้ 2 ล้านบาทต่อไร่ต่อปี

7. ผลิตเป็นยารักษาโรค สร้างรายได้สูงสุดถึง 5 ล้านบาทต่อไร่ต่อปี

บทพิสูจน์ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจากพืชท้องถิ่นของชาวบ้านตำบลเล็ก ๆ ที่ยึดหลักการพึ่งพาตนเอง ผนึกกำลังของคนในหมู่บ้าน นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างไม้ไผ่ มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า และปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัยขึ้น ทำให้ ผาปัง กลายเป็นต้นแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกิดขึ้นได้จากพลังชุมชน

ปัจจุบัน ชุมชนแห่งนี้ ยังแบ่งปันองค์ความรู้ที่มี และความร่วมมือกับหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำโมเดลความสำเร็จไปขยายผลพัฒนาระบบพลังงานให้กับหมู่บ้านใกล้เคียงให้มีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight