
ใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมแผนที่นำทาง และ Fleet Management สำหรับการใช้งานระดับองค์กร คงต้องบอกว่าปีนี้การแข่งขันจะดุเดือดมากขึ้นแน่นอน โดยหนึ่งในธุรกิจผู้ให้บริการแผนที่รายใหญ่ของไทยอย่าง “โกลบเทค” ออกมาประกาศทิศทางของบริษัทว่าจะโฟกัสในธุรกิจแผนที่นำทางมากขึ้น เนื่องจากพบตัวเลขการเติบโตของวงการอีคอมเมิร์ซ – โลจิสติกส์ที่จำเป็นต้องใช้บริการแผนที่เพิ่มสูง แต่ที่มากไปกว่านั้นคือมีการดึงอีกสองเทคโนโลยีอย่าง “IoT – เทคโนโลยีผู้ช่วยขับรถ” เข้ามาเสริมแกร่งบริการแผนที่อีกชั้น พร้อมตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เคยทำไว้ 160 ล้านบาทด้วย
ต้องบอกว่าเป็นการออกมาเปิดภาพธุรกิจแผนที่นำทางที่ชัดเจนมากครั้งหนึ่งของโกลบเทค ผู้ให้บริการแผนที่นอสตร้า (NOSTRA) โดยสัดส่วนรายได้ของธุรกิจในปัจจุบันมาจาก 4 หมวดใหญ่ ๆ ได้แก่
- ระบบนำทาง 60% (ธุรกิจแฟลกชิปขององค์กร)
- ระบบ GIS (Geographic Information System) 30%
- ระบบแผนที่ออนไลน์ 8%
- อื่น ๆ เช่น ธุรกิจพิมพ์แผนที่ 2%
นายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด เปิดเผยว่า เทคโนโลยีแผนที่ถูกนำมาใช้ในเชิงการวิเคราะห์ภาพรวมของธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยมายาวนาน ยิ่งเป็นยุคดิจิทัลที่การแข่งขันสูงมากนี้ แผนที่ยิ่งเป็นข้อมูลสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น สถาบันการเงิน ที่ต้องใช้ข้อมูลแผนที่ประกอบการพิจารณาในการเปิด-ปิดสาขา หรือธุรกิจเดลิเวอรี่ ที่จำเป็นต้องมีข้อมูลแผนที่เพื่อบริหารการจัดส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคือ Fleet Management หรือระบบติดตามรถยนต์ที่ภาคธุรกิจต้องการระบบที่มีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

จุดเด่นของบริการแผนที่ในยุคดิจิทัลจึงต้องมีข้อมูลต่าง ๆ อย่างครบถ้วน และรอบด้าน เพื่อให้ภาคธุรกิจนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากใช้ในการวิเคราะห์สถานที่ตั้งธุรกิจ การมีข้อมูลจำนวนประชากรว่า ย่านนี้มีโรงเรียนกี่แห่ง แต่ละแห่งมีเด็กกี่คน ในโรงพยาบาลมีเตียงรับผู้ป่วยกี่เตียง ฯลฯ เหล่านี้ก็จะช่วยในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้
อย่างไรก็ดี การมาถึงของอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ได้เข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนให้กับธุรกิจแผนที่นำทางอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมา ธุรกิจแผนที่นำทางอาจเคยนำทางเฉพาะแนวราบ แต่เมื่อมี IoT การนำทางจะมุ่งไปสู่การสร้างแผนที่แนวดิ่ง เช่น แผนที่ภายในอาคาร เพิ่มเติม และทำให้ธุรกิจแผนที่มีข้อมูลเชิงลึกของสถานประกอบการต่าง ๆ มากขึ้น
ในจุดนี้ นายวิชัยชี้ว่า IoT เป็นเทรนด์ที่โลกปฏิเสธไม่ได้ และได้มีการนำตัวเลขคาดการณ์จากการ์ทเนอร์ที่ระบุว่า ภายในปี 2563 ทั่วโลกจะมีการใช้งานอุปกรณ์ IoT มากถึง 20.8 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าตลาดทั้งสิ้น 30 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจากการคาดการณ์ดังกล่าว มนุษย์ 1 คนจะพกพาอุปกรณ์ IoT เฉลี่ยคนละ 4 ชิ้น และจะเป็นยุคที่การตลาดดิจิทัลเฟื่องฟูอย่างมาก

โดยประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของอุปกรณ์ IoT สูงสุดในภูมิภาคเอเชียได้แก่ เกาหลีใต้ ที่อาจมีการพกพาอุปกรณ์ IoT มากถึง 8.2 ชิ้นต่อคน ซึ่งจากเทรนด์การเติบโตดังกล่าว ทำให้ทางโกลบเทคจับมือกับบริษัทผู้พัฒนาโซลูชันของเกาหลีใต้ชื่อ Deliwork นำแพลตฟอร์มชื่อ Thing+ เข้ามาให้บริการ โดยมุ่งเป้าไปที่ 3 ธุรกิจหลักได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, เกษตรกรรม และธุรกิจโรงงาน
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่โกลบเทคนำเข้ามาเสริมแกร่งบริการหลักอย่างแผนที่นำทางก็คือ เทคโนโลยีผู้ช่วยขับรถ หรือ ADAS (Advanced Driver-Assistance System อ่านว่า เอดัส) โดยเป็นการจับมือกับบริษัท Mobileye สตาร์ทอัพชื่อดังจากอิสราเอลที่พัฒนาระบบการแจ้งเตือนขณะขับรถในสถานการณ์คับขันต่าง ๆ เช่น แจ้งเตือนว่าจะชนรถคันข้างหน้า, แจ้งเตือนคนข้ามถนน, แจ้งเตือนการเปลี่ยนเลน, แจ้งเตือนความเร็วในการขับรถ เป็นต้น

ทั้งนี้ การมีเทคโนโลยี ADAS ช่วยให้ธุรกิจแฟลกชิปอย่างแผนที่นำทางสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะใช้เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ในตลาด Fleet Management มันคือตัวเก็บข้อมูลชั้นดีว่า พฤติกรรมการขับรถของพนักงานแต่ละคนเป็นอย่างไร และใครควรได้รับการปรับปรุง รวมถึงสามารถนำคะแนนการขับขี่มาเป็นตัวช่วยคำนวณเบี้ยประกันภัยได้อีกด้วย โดยบริษัทได้ตั้งเป้ารายได้ของโซลูชัน IoT – ADAS ในปีนี้ เอาไว้ที่ 5% ของรายได้ทั้งหมดเลยทีเดียว