ดูหนังออนไลน์
COLUMNISTS

‘โควิด’ กลับมา เพราะคนขาด ‘SELF-AWARENESS’

Consulting Partner สลิงชอท กรุ๊ป
0

คนที่ไม่รู้ตัวว่า การเข้าไปอยู่ใน ผับ บาร์ คาราโอเกะ คือความเสี่ยง คนเหล่านี้คือ พวก “ขาดความตระหนักรู้” ในตนเอง ฝรั่งเรียกว่า ไม่มี “Self-Awareness ” และนี่คือ หนึ่งในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประเทศของเรา และหลายประเทศทั่วโลก เกิด “โควิดระลอกใหม่”

ก่อนสงกรานต์ สถานการณ์การระบาดของไวรัสอันตรายตัวนี้ ดูเหมือนกำลังจะสิ้นฤทธิ์ แต่ดันมีคนบางกลุ่มไปเพิ่มฤทธิ์ ติดพลังให้โควิด พ่นพิษ ฉีดละอองฝอยไปทั่วทุกภูมิภาคในชั่วข้ามคืน

เหตุเพราะคนกลุ่มนี้ขาดความตระหนักรู้ในตนเอง ขาดการติดตามความคิดและอารมณ์ของตัวเอง หรือพูดง่ายๆ ตามความคิดและอารมณ์ไม่ทัน จึงส่งผลให้แสดงพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยงกับตัวเองและสังคม

จริงๆ แล้ว นอกจากวัคซีนที่จะช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยและลดการเสียชีวิตได้แล้ว การสร้าง Self-Awareness ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญเช่นกัน ที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีน

ยังดีที่ Self-Awareness ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ไม่ต้องเข้าคิวลงทะเบียน ใครก็มีได้ ไม่ว่าจนหรือรวย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าอยากมีต้องฝึกฝน เพราะมันเป็นทักษะ

ขอเน้นนะครับว่าเป็น“ทักษะ” มันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือไม่ได้มาพร้อมตำแหน่ง แต่ต้องพัฒนาด้วยตัวเอง

การฝึกตนให้เป็นคนมี Self-Awareness มีหลายวิธี แต่ถ้าเอาแบบพื้นฐาน ก็คือ การฝึกสติ และสมาธิ หรือทางธรรมะเรียกว่า เจริญสติ (Mindfulness Meditation) เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออก  ให้รู้ว่ากำลังหายใจเข้าและหายใจออก ทำตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน ลดความคิด หยุดความฟุ้งซ่าน ปล่อยผ่านอารมณ์ งดปรุงแต่ง

ถ้าจิตถูกปรุงแต่ง จะเกิดความหลงผิด เข้าใจผิด มีอคติ และนำไปสู่ความทุกข์

สติ กับ สมาธิ ทำงานคู่กัน สติ เป็นตัวนำ สมาธิ เป็นตัวตาม สติ คือการปักหมุดอยู่กับสิ่งที่ทำ สมาธิ คือ การใช้เวลามุ่งมั่นอยู่กับสิ่งนั้น

เชื่อไหมว่า…คนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยั่งยืน เป็นเพราะเขาเหล่านั้น มีความสามารถ ในการมองเห็นตัวเอง และตระหนักถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างชัดเจน รู้ว่า อะไรกำลังจะมีผลต่อพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้สามารถประเมินจุดอ่อน และจุดแข็ง เพื่อนำไปพัฒนาตนเองต่อไป

แบบนี่แหละคือคนที่มี Self-Awareness

การตระหนักรู้ในตนเองมี 2 ส่วน คือ

หนึ่ง การตระหนักรู้ว่า เรามีความคิด ความรู้สึก และให้คุณค่า กับอะไรในชีวิต และมีผลต่อคนอื่นอย่างไร (Internal Self-Awareness)

ข้อดีคือ รู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของตัวเอง  ซึ่งจะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี เช่น เกิดอยากไปผับ เราต้องรู้ว่าวัคซีนที่เพิ่งฉีดมาแค่เข็มเดียวมันยังไม่ช่วยอะไร มันยังมีความเสี่ยง และที่สำคัญพรุ่งนี้ต้องมีประชุมกับคนนับสิบนับร้อย

ดังนั้น ถ้าเราตระหนักรู้ในตนเองว่า การตัดสินใจไปผับ จะส่งผลลบต่อตัวเองและคนอื่น เราต้องไม่ไป

สอง การตระหนักรู้ว่า เราเป็นอย่างไร ในสายตาของคนอื่น (External Self-Awareness)

ข้อดีคือ ช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่นว่า ทำไมเขาแสดงออกกับเรา แบบนั้น เปรียบเสมือนกับการได้รับ feedback จากคนอื่นว่า เขามองพฤติกรรม ความคิดเราอย่างไร
ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น เช่น ถ้าบังเอิญเราพลาดติดเชื้ออันไม่เป็นมงคลนี้ไปแล้ว ก็ต้องตระหนักรู้ว่า คนอื่นเขาจะมองเราเป็นตัวปัญหาทันที เพราะเดิมมันกำลังจะหมดปัญหา

แต่พอเราติดเชื้อ ปัญหามันก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก กลายเป็นโควิดระลอกใหม่

ดังนั้น อย่าไปโทษคนอื่น ที่มองว่า เราคือตัวปัญหา แต่จงรับฟัง และเข้าใจความวิตกกังวลของคนอื่น และจงบอกไทม์ไลน์ของเราต่อสาธารณะให้ชัดเจน อย่าปกปิด เพื่อให้คนที่มีความเสี่ยงจากเรา ไปจัดการลดความเสี่ยงของเขาทันที

ดูแล้ว ประเทศจะปลอดภัยอย่างยั่งยืนได้ ต้องให้คนไทยสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง เพิ่มขึ้นมาอีกซักเรื่องหนึ่ง คือ การมี Self-Awareness ควบคู่ไปกับแผนการฉีดวัคซีนของรัฐบาล เพราะที่มาของการระบาดรอบใหม่นี้ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องวัคซีน แต่มีปัญหาจากพฤติกรรมของคน

เห็นด้วยไหมครับว่า โควิดกลับมาใหม่คราวนี้ ไม่ใช่เพราะขาดวัคซีน แต่เป็นเพราะคนขาดความตระหนักรู้ในตนเองต่างหาก

อ่านข่าวเพิ่มเติม