COLUMNISTS

ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด
20317

จากกรณี เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 13  มีนาคม 2561 ขณะที่ นายจรูญ มณีพันธ์ หรือตาจรูญ วัย 82 ปี ซึ่งมีอาชีพเก็บขยะขายกำลังขี่ซาเล้งตระเวนเก็บของเก่าในซอยชานเมืองแยก 2  ประชาสงเคราะห์ ดินแดง และเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ ที่ นายนราธร โสตติยัง หรือนายจ๊อด อายุ 21 ปี ขับสวนมาด้วยการขับแบบจับแฮนด์มือเดียว ส่วนอีกมือกำลังถือโทรศัพท์มือถือ และก้มดูเป็นระยะ จนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้มคว่ำ

แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อนายจ๊อด ชายหนุ่มที่ขี่รถจักรยานยนต์ วิ่งเข้าไปเตะต่อยตาจรูญจนตกจากรถสลบคาที่

ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

หลังเกิดเหตุ 2  อาทิตย์ ตาจรูญมีอาการทรุดแย่ลง มีแผลกดทับที่บริเวณก้น และแขนซ้าย ขยับเขยื้อนไม่ได้ และในที่สุดตาจรูญก็ถึงแก่ความตาย แพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพแจ้งสาเหตุการตายว่า

“การตายของนายจรูญฯ เกิดจากลิ่มเลือด บริเวณขาซ้ายไหลมาอุดตันที่ปอด เนื่องจากนอนอยู่เฉยๆ บนเตียงโดยขาไม่ได้ขยับ (การนอนติดเตียงเนื่องจากมีแผลกดทับ) ทำให้การไหลเวียนของเลือดโดยเฉพาะเส้นเลือดดำบริเวณน่องไหลเวียนช้า หรือหยุดนิ่ง จนเกิดเป็นลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดดำ ลิ่มเลือดหลุดไหลเข้าไปตามกระแสเลือดไปสู่เส้นเลือดที่ปอด ทำให้เส้นเลือดที่ปอดอุดตัน เกิดอาการปอดขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้การทำงานของปอดล้มเหลว และการหายใจล้มเหลวและถึงแก่ความตาย ซึ่งภาวะดังกล่าวพึ่งเกิดขึ้นมาใหม่”

จึงเห็นได้ว่าการตายของตาจรูญเกิดจากการป่วยเจ็บเพราะตกจากรถซาเล้ง และเหตุที่ตกจากซาเล้งเพราะถูกนายจ๊อดทำร้าย ซึ่งตามทฤษฎีเงื่อนไข แม้เริ่มต้นนายจ๊อดมีเจตนาทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่า แต่ผลตามธรรมดาที่ย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายนั้นทำให้ตาจรูญเสียชีวิต จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นจากความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยปกติ อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทำต้องรับโทษตาม “ผลของการกระทำ” นั้นแตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลที่เกิดขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 657/2532 วางแนวการวินิจฉัยไว้ว่า

พฤติการณ์ฟังว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้ตายเท่านั้น ก่อนผู้ตายจะถูกจำเลยทำร้าย ผู้ตายมีอาการปกติดีอยู่ ไม่ได้ส่อว่าจะถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็งซึ่งผู้ตายเป็นอยู่ในเร็ววัน

การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากถูกจำเลยทำร้ายเพียงประมาณ 17 ชั่วโมง สภาพศพภายในสมองบวมน้ำ กระดูกซี่โครงซี่ที่ 2 และที่ 4 ข้างขวาช้ำมีรอยแตกร้าว  ส่วนสภาพศพภายนอกมีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ใบหน้าด้านขวาตั้งแต่คิ้วถึงคางและขอบตาซ้าย แม้แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพจะเบิกความว่าผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็งไม่ได้ตายเพราะบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้าย จึงถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเร็วขึ้นกว่าที่ควร

จำเลยต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

หรือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9413/2552  ว่า การที่จำเลยใช้มีดไล่ทำร้ายผู้ตาย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนเสียชีวิต การกระทำนั้นจึงเป็นการทำร้ายผู้ตาย มิใช่กระทำโดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

พฤติกรรมอันอุกอาจของนายจ๊อด ชายหนุ่มที่มีประวัติที่โชกโชน เคยถูกดำเนินคดีทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ในปี 2553 ซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 13 ปี และในปี 2558 อายุ 18 ปี มีคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง ก่อนที่ล่าสุดจะก่อเหตุเตะคุณลุงจรูญ ชายชราวัย 80 ปี ที่ไม่มีทางต่อสู้ได้เลย จนตกจากรถซาเล้งแล้วถึงแก่ความตาย

นายจ๊อดสมควรได้รับโทษเพียงใดที่จะเหมาะสม สังคมต้องช่วยคิด สิทธิเด็กและสตรีเราก็พูดกันมาตลอด แล้วต่อไปนี้เราจะปกป้องสิทธิคนชรากันอย่างไรดีครับ