COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 49 ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ เปลี่ยนจีนจากผู้ค้า สู่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

Avatar photo
กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 49 ยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”: พลังแห่งการเชื่อมโยงที่เปลี่ยนจีนจากผู้ค้า สู่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศนโยบาย หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road Initiative: OBOR) หรือที่ต่อมาเรียกว่า Belt and Road Initiative: BRI ในปี ค.ศ. 2013 โลกได้เห็นการขยายบทบาทของจีนจาก โรงงานของโลก ไปสู่ ผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก อย่างแท้จริง

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

โครงการนี้ไม่เพียงเป็นการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน แต่เป็นยุทธศาสตร์ระดับโลกที่ผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจ การเมือง การทูต และเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้จีนมีบทบาทนำในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ความสำเร็จของ BRI จึงสะท้อนถึงความสามารถของจีนในการใช้ การเชื่อมโยง  (Connectivity) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21

วิสัยทัศน์แห่งศตวรรษ: จากเส้นทางสายไหมสู่ยุทธศาสตร์โลก

แนวคิด หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหมโบราณ ที่เคยเชื่อมจีนกับเอเชียตะวันตกและยุโรปในการค้าขายผ้าไหม เครื่องเทศ และวัฒนธรรม แต่ในบริบทปัจจุบัน จีนได้ยกระดับแนวคิดนี้ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์โลก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่

เส้นทางสายไหมทางบก (Silk Road Economic Belt) เชื่อมโยงจีนกับเอเชียกลาง รัสเซีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ผ่านเครือข่ายรถไฟและทางหลวง

เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Maritime Silk Road) เชื่อมโยงท่าเรือของจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา และยุโรป

เป้าหมายของโครงการไม่ใช่เพียงการขนส่งสินค้าได้สะดวกขึ้น แต่เพื่อสร้าง เครือข่ายเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่จีนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงตลาดกว่า 150 ประเทศ คิดเป็นกว่า 60% ของประชากรโลก และกว่า 40% ของ GDP โลก

shutterstock 645473272

การใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ

หัวใจของโครงการ BRI คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ซึ่งจีนมองว่าเป็นพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งถนน ทางรถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และระบบพลังงาน จีนได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ผ่านสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งจีน (China Development Bank), ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกของจีน (Exim Bank of China) และ ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB: Asian Infrastructure Investment Bank)

ตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงจีน–ลาว เส้นทางรถไฟจีน–ยุโรปที่เชื่อมฉงชิ่งกับดุสเซลดอร์ฟ ท่าเรือกวาดาร์ในปากีสถาน ท่าเรือฮัมบันโตตาในศรีลังกา และทางด่วนไนโรบี–มอมบาซาในเคนยา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่เพียงเปิดเส้นทางการค้าข้ามภูมิภาค แต่ยังสร้างงานให้ท้องถิ่น เพิ่มการลงทุนโดยตรงจากจีน และสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความเชื่อมโยงมาก่อน

การผสานพลังระหว่างการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี

BRI ไม่ได้มุ่งเพียงการขนส่งสินค้า แต่ยังสร้าง ระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จีนใช้โครงการนี้เป็นเวทีในการส่งออกเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตน โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาด ดิจิทัล และการสื่อสาร เช่น การขยายเครือข่าย Digital Silk Road ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ BRI เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ดาวเทียม และศูนย์ข้อมูลในประเทศต่าง ๆ

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน เช่น Huawei, Alibaba, และ ZTE ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้าง  โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ภายใต้ BRI ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่จีนเองก็สามารถขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีและมาตรฐานระบบดิจิทัลของตนสู่ตลาดต่างประเทศ การผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีและการค้าเช่นนี้ ทำให้ BRI ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้าง แต่คือการวาง  สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่จีนเป็นผู้วางแบบ

การสร้างสถาบันการเงินใหม่เพื่อรองรับยุทธศาสตร์

จีนตระหนักดีว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องมีระบบการเงินที่ยืดหยุ่นและไม่ขึ้นกับสถาบันตะวันตก จึงได้จัดตั้งสถาบันการเงินใหม่ เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ในปี 2016 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคารโลก (World Bank) และ IMF

นอกจากนี้ยังมี กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund) ซึ่งรัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการลงทุนโดยตรงในประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ การสร้างระบบการเงินเช่นนี้ทำให้จีนมีอิสระทางเศรษฐกิจมากขึ้น และสามารถกำหนดเงื่อนไขทางการเงินในแบบของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินตะวันตก

การสร้างความร่วมมือและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์

BRI ไม่เพียงเป็นโครงการเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น เครื่องมือทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยเสริมบทบาทของจีนในเวทีโลก ผ่านแนวคิด การพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Cooperation) จีนได้สร้างพันธมิตรเชิงเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน

ผลลัพธ์คือประเทศเหล่านี้หันมาพึ่งพาการลงทุนจากจีนมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนก็ได้รับประโยชน์จากการขยายตลาดสินค้า การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น BRI ยังกลายเป็นเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์ Soft Power ของจีน ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษา และเทคโนโลยี เช่น โครงการทุนการศึกษา Silk Road Scholarship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติเรียนต่อในจีน

shutterstock 2655408867

การจัดการความท้าทาย: ปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน

แม้โครงการ BRI จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่จีนก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากแรงกดดันของประเทศตะวันตกที่มองว่า BRI เป็น เครื่องมือขยายอิทธิพล และจากปัญหาหนี้สินของบางประเทศคู่ร่วมโครงการ จีนจึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ในช่วงหลัง โดยเน้น Green BRI และ Digital BRI ที่มุ่งสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาโครงการที่ใช้ทรัพยากรสูง และเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานหมุนเวียน

การปรับทิศทางเช่นนี้ทำให้ BRI กลายเป็น โครงการเปิด ที่ตอบสนองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการพัฒนาแบบยั่งยืน

บทสรุป: หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง-โครงสร้างใหม่ของโลกที่จีนเป็นผู้นำ

นโยบาย หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง คือยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 21 และเป็นสัญลักษณ์ของ การเปลี่ยนผ่านอำนาจทางเศรษฐกิจโลก จากตะวันตกสู่ตะวันออก จีนได้ใช้ BRI เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา และสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจโลกที่ไม่ขึ้นกับมหาอำนาจตะวันตก

BRI ไม่ได้เป็นเพียงโครงการก่อสร้างหรือการค้า แต่คือ ยุทธศาสตร์แห่งการเชื่อมโยง ที่ผสานเทคโนโลยี การเงิน และการทูตเข้าด้วยกันอย่างแยบยล ความสำเร็จของโครงการนี้ได้เปลี่ยนจีนจากผู้ผลิตสินค้าราคาถูก มาเป็น สถาปนิกของเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต

หากจีนยังคงรักษาความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์นี้ไว้ได้ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง จะไม่เพียงเป็นเส้นทางการค้า แต่จะกลายเป็น เส้นทางแห่งอิทธิพล ที่ทำให้จีนยืนอยู่ในจุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่