COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 47 เทคโนโลยีจีน: จากการถ่ายทอดสู่การสร้างสรรค์

Avatar photo
กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 47 เทคโนโลยีจีน: จากการถ่ายทอดสู่การสร้างสรรค์-ยุทธศาสตร์แห่งศตวรรษที่พลิกประเทศสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนได้สร้าง ปาฏิหาริย์ทางเทคโนโลยี ที่โลกต้องจับตามอง จากประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงฐานการผลิตสินค้าราคาถูก กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งเอเชียและของโลก ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการวางยุทธศาสตร์ การพัฒนาเทคโนโลยีระดับชาติ อย่างต่อเนื่องและมีแบบแผน

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

จีนได้ออกแบบนโยบายเทคโนโลยีให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีไม่เพียงเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่กลายเป็น หัวใจของอำนาจแห่งชาติ ที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มบทบาทของจีนในเวทีโลกอย่างมั่นคง

วิสัยทัศน์ระยะยาว: เทคโนโลยีคือรากฐานของอำนาจทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลจีนตระหนักตั้งแต่ต้นว่าการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้อยู่ที่แรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่คือ ความสามารถทางเทคโนโลยี หลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978 ภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง จีนได้เริ่มเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาแรงงานราคาถูกไปสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการบรรจุเป้าหมาย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ลงใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี (Five-Year Plan) ทุกฉบับ โดยเฉพาะตั้งแต่แผนฉบับที่ 11 (ค.ศ. 2006–2010) เป็นต้นมา ซึ่งประกาศให้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต (Innovation-driven Development) และตั้งเป้าหมายให้จีนกลายเป็นประเทศชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในปี 2050

การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับชาติ: จากรัฐนำสู่ตลาดขับเคลื่อน

ความสำเร็จของจีนเริ่มต้นจากการผสมผสาน การกำหนดทิศทางโดยรัฐ เข้ากับ พลังการแข่งขันของตลาด รัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (MOST) และ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการวางแผนและบริหารยุทธศาสตร์เทคโนโลยีในระดับชาติ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทในกระบวนการพัฒนาอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลได้สร้าง ระบบนิเวศเทคโนโลยี (Technology Ecosystem) ที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทเอกชน ภายใต้แนวคิด Triple Helix Model ที่ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก เช่น เขตเทคโนโลยีจงกวนชุน (Zhongguancun Science Park) ในปักกิ่ง และเขตไฮเทคในเซินเจิ้น หางโจว และเซี่ยงไฮ้ ที่กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Huawei, Tencent, Alibaba และ BYD

นโยบายตลาดแลกเทคโนโลยี : การเรียนรู้จากต่างชาติอย่างมียุทธศาสตร์

ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยี จีนใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า ตลาดแลกเทคโนโลยี  (Market-for-Technology Strategy) โดยอาศัยขนาดตลาดภายในประเทศเป็น เครื่องต่อรอง ให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในจีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับพันธมิตรท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทต่างชาติอย่าง Volkswagen, General Motors และ Toyota ต้องร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจจีน เช่น SAIC และ FAW เพื่อแลกกับสิทธิ์การเข้าถึงตลาดจีน นโยบายนี้ทำให้จีนสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิต การออกแบบ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานจากประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างรวดเร็ว

shutterstock 2611873453 1

เมื่อได้รับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จีนไม่เพียงลอกเลียนแบบ แต่ใช้ระบบบ่มเพาะเทคโนโลยีในประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้ง ศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม (Incubation Centers) และ อุทยานเทคโนโลยี (Technology Parks) ทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศ และส่งเสริมการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิต OEM (รับจ้างผลิต) ไปสู่ ODM (ออกแบบเอง) และ OBM (สร้างแบรนด์เอง) ที่ทำให้จีนค่อย ๆ ขยับขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่มูลค่าโลก

โครงการเทคโนโลยีระดับชาติ: จาก 863 สู่ Made in China 2025

รัฐบาลจีนได้ผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีผ่านโครงการขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น

โครงการ 863 (High-Tech R&D Program of China) เริ่มในปี ค.ศ. 1986 เพื่อส่งเสริมการวิจัยเทคโนโลยีล้ำสมัยในสาขาอวกาศ พลังงานชีวภาพ วัสดุใหม่ และเทคโนโลยีสารสนเทศ

โครงการ 973 (National Basic Research Program) เริ่มในปี ค.ศ. 1997 เพื่อพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โครงการ Made in China 2025 เปิดตัวในปี ค.ศ. 2015 มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมจีนให้เปลี่ยนจาก ฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่ ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเน้น 10 อุตสาหกรรมหลัก เช่น หุ่นยนต์ ยานยนต์พลังงานใหม่ อากาศยาน พลังงานสะอาด และเซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ยังมี China Standards 2035 ที่วางแผนให้จีนเป็นผู้กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีระดับโลกในอนาคต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายเทคโนโลยีของจีนไม่ได้เป็นเพียงโครงการเฉพาะกิจ แต่เป็น  ยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่มีเป้าหมายชัดเจนและต่อเนื่อง

การพัฒนาเทคโนโลยีแกนกลางและความพึ่งพาตนเอง

เมื่อจีนเผชิญกับแรงกดดันจากสงครามการค้าและข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ  รัฐบาลได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี (Technological Self-Reliance) โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีแกนกลาง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวัสดุขั้นสูง

รัฐบาลจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่ เช่น National Integrated Circuit Fund เพื่อสนับสนุนการวิจัยและการผลิตชิปภายในประเทศ รวมถึงสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง จีนยังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี 5G, 6G และระบบอวกาศ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนไม่ต้องการพึ่งพาต่างชาติอีกต่อไป แต่ต้องการสร้างเทคโนโลยีด้วยมือของตนเอง เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอธิปไตยทางเทคโนโลยี

shutterstock 1568161771

การลงทุนในทุนมนุษย์และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยี

หัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยีจีนอยู่ที่ คน รัฐบาลลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบการศึกษาและการวิจัย โดยเฉพาะในสาขา STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) จีนส่งเสริมโครงการดึงดูดบุคลากรระดับโลก เช่น Thousand Talents Program เพื่อเชิญนักวิทยาศาสตร์จีนในต่างประเทศกลับมาพัฒนาประเทศ และดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาร่วมงานในโครงการเทคโนโลยีระดับชาติ

ในขณะเดียวกัน รัฐยังส่งเสริมให้บริษัทเอกชนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินสนับสนุนการวิจัย บริษัทอย่าง Huawei, Alibaba, Tencent และ BYD จึงกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่สร้างนวัตกรรมภายในประเทศ และแข่งขันได้ในระดับโลก

บทสรุป: เทคโนโลยีคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

ความสำเร็จของจีนในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากโชคหรือขนาดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบยุทธศาสตร์เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ที่เชื่อมโยงทุกมิติของประเทศเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนในทุนมนุษย์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี

จีนได้พิสูจน์แล้วว่า เทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่คือ พลังขับเคลื่อนอธิปไตยของชาติ  และเป็นรากฐานที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ปัจจุบัน จีนไม่เพียงเป็นผู้ผลิตสินค้าราคาถูก แต่กลายเป็น ผู้สร้างเทคโนโลยีระดับโลก ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่