COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 45 ทุนมนุษย์จีน: กลยุทธ์ ‘สร้างคนก่อนสร้างชาติ’

Avatar photo
กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 45 ทุนมนุษย์จีน: กลยุทธ์ “สร้างคนก่อนสร้างชาติ” ที่พลิกประเทศสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก

ความสำเร็จของประเทศจีนในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานสำคัญอยู่ที่ การพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รัฐบาลจีนตระหนักตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978 ว่า หากปราศจาก คนเก่งที่มีทักษะและความคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่อาจขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่งคั่งได้

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

การพัฒนาคนจึงถูกวางไว้ในระดับยุทธศาสตร์ชาติ และผูกโยงกับทุกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จีนจึงสามารถสร้างแรงงานที่มีคุณภาพ สร้างนักวิจัยระดับโลก และสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จนกลายเป็นเสาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจจีนแข็งแกร่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

การวางยุทธศาสตร์พัฒนาคนอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง

หลังการปฏิรูปเศรษฐกิจโดย เติ้ง เสี่ยวผิง จีนตระหนักว่าการเปิดประเทศจะสำเร็จได้ต้องมาพร้อมการยกระดับคุณภาพแรงงาน รัฐบาลจึงจัดตั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี (Five-Year Plan) ที่บรรจุนโยบายด้านการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ไว้ในทุกฉบับ โดยเฉพาะตั้งแต่แผนฉบับที่ 9 เป็นต้นมา (ช่วงปี 1996–2000) ที่เน้น การสร้างคนเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจตลาด

ต่อมาในแผนฉบับที่ 13–14 ได้ยกระดับแนวคิดสู่ การพัฒนาคนเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม รัฐบาลวางเป้าหมายให้การศึกษาทุกระดับเป็นฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน และมองว่าทรัพยากรมนุษย์คือ ทุนที่มีมูลค่าสูงสุด ของชาติ นโยบายจึงไม่เพียงส่งเสริมการศึกษาเชิงปริมาณ แต่เน้นการสร้างคนที่ คิดเป็น สร้างเป็น และปรับตัวได้ ในสภาพเศรษฐกิจใหม่

การลงทุนด้านการศึกษาอย่างมหาศาลและกระจายโอกาสทั่วประเทศ

จีนใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษในการเปลี่ยนระบบการศึกษาจากแบบจำกัดสู่ระบบที่เปิดกว้าง รัฐบาลลงทุนด้านการศึกษาคิดเป็นกว่า 4% ของ GDP ต่อปี และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาทั้งในเมืองและชนบท ผ่านนโยบาย การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ที่รับประกันให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างน้อยระดับมัธยมต้น ขณะเดียวกัน รัฐยังยกระดับมหาวิทยาลัยของตนผ่าน โครงการ 211 และ โครงการ 985 เพื่อสร้างสถาบันอุดมศึกษาระดับโลก

โดย โครงการ 211 (Project 211) ซึ่งริเริ่มในปี ค.ศ. 1995 มีชื่อเต็มว่า โครงการยกระดับมหาวิทยาลัย 100 แห่งในศตวรรษที่ 21 (Universities for the 21st Century) มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยจีนกว่า 100 แห่ง ให้กลายเป็นสถาบันที่สามารถผลิตบุคลากรคุณภาพสูงรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศ

shutterstock 1914754537

ส่วน โครงการ 985 ซึ่งเริ่มในปี ค.ศ. 1998 มีเป้าหมายเพื่อสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ที่สามารถแข่งขันกับสถาบันในตะวันตก เช่น มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) โครงการทั้งสองไม่เพียงมุ่งสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่สร้าง ระบบการผลิตความรู้ ที่แข่งขันได้กับโลกตะวันตก ผลลัพธ์คือจีนกลายเป็นประเทศที่มีนักศึกษาระดับอุดมศึกษามากที่สุดในโลก และมีจำนวนบัณฑิตสาขา STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) เพิ่มขึ้นปีละกว่าล้านคน

สร้างแรงงานฝีมือและทักษะอาชีพ รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

นอกจากระดับอุดมศึกษาแล้ว จีนยังให้ความสำคัญกับ การฝึกอบรมอาชีวะและเทคนิค เพื่อยกระดับแรงงานที่เป็นกำลังหลักของภาคการผลิตและบริการ รัฐบาลออกนโยบายส่งเสริม Vocational Education and Training ทั่วประเทศ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมทักษะในทุกมณฑลและเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเตรียมแรงงานให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรม เช่น หุ่นยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด การมีระบบฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นช่วยให้แรงงานสามารถเปลี่ยนสายอาชีพได้ตามทิศทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงหลักสูตรกับภาคเอกชนผ่านโมเดล โรงเรียนคู่บริษัท (School-Enterprise Cooperation) ที่ทำให้การศึกษาทางเทคนิคตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง ลดช่องว่างระหว่างทักษะที่มีและทักษะที่ตลาดต้องการ

การดึงดูดและรักษา “คนเก่ง” ผ่านโครงการระดับชาติ

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว จีนรู้ว่าต้องเร่งสร้างและดึงดูดนักวิจัยระดับแนวหน้า รัฐบาลจึงเปิดตัวโครงการระดับชาติหลายโครงการ เช่น Thousand Talents Program (千人计划) เพื่อดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนในต่างประเทศให้กลับมาทำงานในประเทศ และเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในจีน

โครงการนี้ให้สิทธิประโยชน์ด้านเงินทุน ที่อยู่อาศัย และการทำงานเสมือนนักวิจัยในประเทศพัฒนาแล้ว อีกทั้งยังจัดตั้ง Youth Talent Program เพื่อพัฒนาเยาวชนที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในอนาคต กลยุทธ์เหล่านี้ทำให้จีนสามารถสร้างฐานนักวิจัยกว่า 6 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ และเป็นประเทศที่มีการจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลกต่อเนื่องหลายปี

การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมในสังคม

จุดเด่นอีกประการของจีนคือการสร้าง วัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Society) ที่ปลูกฝังตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงองค์กร จีนส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และมหาวิทยาลัยเปิด โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ เช่น XuetangX หรือ MOOC ของมหาวิทยาลัยจีน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เข้าถึงได้ฟรีทั่วประเทศ

ในขณะเดียวกัน บริษัทเอกชนเองก็เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญ เช่น Huawei และ Alibaba ที่จัดตั้ง สถาบันภายในองค์กร เพื่อพัฒนาทักษะของพนักงานในระดับสากล การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรและสังคม ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าความรู้คือพลังแห่งการแข่งขัน

shutterstock 152940941

การเชื่อมโยงทุนมนุษย์เข้ากับยุทธศาสตร์เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

รัฐบาลจีนไม่ได้มองการพัฒนาคนเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่เชื่อมโยงเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโดยตรง ผ่านโครงการอย่าง Made in China 2025 และ Innovation-driven Development Strategy เพื่อสร้างแรงงานและนักวิจัยที่รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง และพลังงานสะอาด

การพัฒนาคนจึงไม่ใช่การผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่คือการออกแบบโครงสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ จีนยังใช้ระบบ ตลาดแรงงานแบบยืดหยุ่น ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทำงานได้หลายสถาบันพร้อมกัน เพื่อเร่งการถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมอย่างทั่วถึง

บทสรุป: ทุนมนุษย์คือหัวใจของ “ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจจีน”

การพัฒนาเศรษฐกิจจีนตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นผลโดยตรงจากการลงทุนใน “คน” อย่างมีระบบและมียุทธศาสตร์ จีนสร้างสมดุลระหว่าง ปริมาณแรงงาน และ คุณภาพทักษะ สร้างระบบการศึกษาที่เปิดกว้างและทันสมัย สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรเก่งกลับมาพัฒนาประเทศ และสร้างสังคมที่เชื่อในคุณค่าของความรู้ เมื่อทุนมนุษย์เติบโตไปพร้อมกับนโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ประเทศจึงมีทั้งแรงขับทางเศรษฐกิจและสมองขับเคลื่อนนวัตกรรม

ปัจจุบัน จีนไม่เพียงเป็น โรงงานของโลก แต่กลายเป็น แหล่งสมองของโลก ที่กำลังเขียนอนาคตใหม่ของเศรษฐกิจโลกด้วยคนของตนเอง ความสำเร็จนี้จึงยืนยันว่า ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจจีน ไม่ได้เริ่มจากเครื่องจักร หากเริ่มจากการสร้างคน

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่