COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 42 การบริหารเศรษฐกิจของรัฐจีน แผนสู่ความเป็นผู้นำโลก

Avatar photo

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 42 การบริหารเศรษฐกิจของรัฐจีน: กลยุทธ์แห่งความสำเร็จจากการวางแผนสู่ความเป็นผู้นำโลก

ในช่วงกว่าเจ็ดทศวรรษหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนได้สร้างหนึ่งในกรณีศึกษาด้าน การบริหารเศรษฐกิจโดยรัฐ ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากประเทศเกษตรกรรมที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำและพึ่งพาแรงงานราคาถูก จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตเป็นอันดับสองของโลกได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งศตวรรษ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ผลของโชคชะตา แต่เป็นผลจาก แนวทางการบริหารภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ที่ผสมผสานระหว่างการวางแผนระยะยาวของพรรคคอมมิวนิสต์ การจัดการเชิงนโยบายที่มีเอกภาพ และการใช้กลไกตลาดอย่างยืดหยุ่นภายใต้การนำของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารด้วยระบบวางแผนระยะยาว (Central Planning with Strategic Vision)

หัวใจสำคัญของความสำเร็จของจีนคือ ระบบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี (Five-Year Plan) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2496 ระบบนี้ช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ทั้งด้านอุตสาหกรรม พลังงาน การเกษตร และเทคโนโลยี แผน 5 ปีแต่ละฉบับไม่ได้เป็นเพียงแผนเศรษฐกิจ แต่เป็น แผนแม่บทของชาติ ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจจนถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม

จุดแข็งของระบบนี้คือ ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศที่เปลี่ยนนโยบายตามรัฐบาล ระบบของจีนช่วยลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักลงทุนภายในและต่างประเทศ แผนพัฒนาฉบับหลัง ๆ โดยเฉพาะฉบับที่ 13 และ 14 ยังเน้น คุณภาพการเติบโต มากกว่า  ปริมาณ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาอย่างมีวิสัยทัศน์ในระยะยาว

การบริหารแบบรัฐพัฒนา (Developmental State Model)

รัฐบาลจีนใช้แนวทาง รัฐพัฒนา (Developmental State) โดยที่รัฐเป็นผู้นำในการวางแผนเศรษฐกิจและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น พลังงาน การขนส่ง เหล็กกล้า และเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาครัฐไม่ได้ควบคุมทุกสิ่งแบบสังคมนิยมดั้งเดิม แต่ทำหน้าที่ กำหนดยุทธศาสตร์และสนับสนุน ให้ภาคเอกชนเติบโตในทิศทางเดียวกัน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ถนน รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และเครือข่ายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานให้ภาคการผลิตและการค้าเติบโตอย่างมั่นคง การลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้แม้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล แต่กลับสร้างผลตอบแทนในระยะยาวทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดช่องว่างระหว่างภูมิภาค ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สะท้อนถึงความเข้าใจเชิงระบบของรัฐในการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การผสมผสานระหว่างสังคมนิยมกับกลไกตลาด (Socialist Market Economy)

จุดเปลี่ยนสำคัญของจีนเกิดขึ้นในยุค เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ประกาศนโยบาย ปฏิรูปและเปิดประเทศ (Reform and Opening Up) เติ้งได้เสนอแนวคิดที่กลายเป็นแก่นของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันว่า ไม่สำคัญว่าแมวสีอะไร ขอเพียงจับหนูได้ก็พอ หมายถึงการเปิดกว้างต่อกลไกตลาดและแนวคิดทุนนิยม ตราบใดที่ยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้

ระบบเศรษฐกิจของจีนจึงกลายเป็นแบบผสมผสานระหว่าง สังคมนิยมแบบมีตลาด (Socialist Market Economy) รัฐบาลอนุญาตให้ตลาดมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร ขณะเดียวกันก็ยังคงควบคุมอุตสาหกรรมสำคัญผ่านรัฐวิสาหกิจ ความยืดหยุ่นนี้ทำให้จีนสามารถใช้ข้อดีของทั้งสองระบบ ความมั่นคงจากการวางแผนของรัฐและความคล่องตัวจากกลไกตลาด ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างสมดุล

shutterstock 2500016687

การส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และทุนมนุษย์

อีกหนึ่งแนวทางบริหารสำคัญของรัฐบาลจีนคือการมอง เทคโนโลยีและการศึกษา เป็นรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จีนได้ทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นประเทศที่ลงทุนใน R&D สูงเป็นอันดับต้นของโลก

โครงการระดับชาติอย่าง Made in China 2025 มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ ชิปอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด รัฐบาลยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้าง ระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ รัฐยังเน้น การพัฒนาคน ผ่านการศึกษาและการฝึกอาชีพ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะสูง รองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้จีนเปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรม

การบริหารเชิงภูมิภาคและความยืดหยุ่นในการทดลองนโยบาย

อีกหนึ่งลักษณะเฉพาะของการบริหารภาครัฐจีนคือ การทดลองนโยบายในระดับท้องถิ่นก่อนขยายผล  (Experimental Governance) เช่น การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ในยุคแรกที่เซินเจิ้นและจูไห่ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ห้องทดลองทางเศรษฐกิจ ก่อนจะขยายผลไปทั่วประเทศ แนวทางนี้ทำให้จีนสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับนโยบายตามบริบทของแต่ละภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้ระบบการประเมินผลผู้บริหารระดับท้องถิ่นตามผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการเติบโต การลงทุน หรือการจ้างงาน เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐมีแรงจูงใจในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ระบบนี้ทำให้การบริหารเศรษฐกิจของจีนมีความคล่องตัวมากกว่าที่มักถูกเข้าใจในโลกตะวันตก

การบริหารเชิงรุกในระดับโลกและยุทธศาสตร์ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง  (Belt and Road Initiative)

นอกจากการบริหารภายในประเทศ จีนยังขยายบทบาทของรัฐไปสู่ระดับนานาชาติผ่านการริเริ่มโครงการ  หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ผสานเศรษฐกิจ การเมือง และการทูตเข้าด้วยกัน รัฐบาลจีนใช้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และพลังงานในหลายประเทศ เพื่อขยายเครือข่ายเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการค้า แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึง การบริหารเชิงรุกระดับโลก ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการเติบโตในประเทศ แต่ยังมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจโลกที่จีนมีบทบาทนำ

บทสรุป: บทเรียนจากการบริหารเศรษฐกิจของจีนสู่ความยั่งยืน

แนวทางการบริหารของภาครัฐจีนประสบความสำเร็จเพราะผสมผสานระหว่าง การวางแผนระยะยาวเชิงยุทธศาสตร์ การบริหารแบบรวมศูนย์แต่ยืดหยุ่น และ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและมนุษย์ จีนไม่ได้เลือกเส้นทางทุนนิยมหรือสังคมนิยมเต็มรูปแบบ แต่สร้างแบบจำลองเศรษฐกิจของจีน (Chinese Model) ที่ใช้รัฐเป็นผู้กำหนดทิศทาง และใช้ตลาดเป็นพลังขับเคลื่อน

หากจีนยังสามารถรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศนี้อาจก้าวจาก ผู้ตาม ไปสู่ ผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน ได้อย่างสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21 และเป็นต้นแบบของ การบริหารเศรษฐกิจแบบมีวิสัยทัศน์ สำหรับโลกในอนาคต

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่