COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 41 จีน เปลี่ยนผ่านจาก OEM สู่ ODM และ OBM

Avatar photo
กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 41 การเปลี่ยนผ่านจาก OEM สู่ ODM และ OBM: ปัจจัยแห่งความสำเร็จของจีนในการก้าวสู่ผู้นำเศรษฐกิจยุคใหม่

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนได้เดินทางผ่านเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง จากการเป็นฐานการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำในฐานะผู้รับจ้างผลิต (OEM: Original Equipment Manufacturer) ให้กับแบรนด์ต่างประเทศ กลายมาเป็นประเทศที่สามารถออกแบบ พัฒนา และสร้างแบรนด์ของตนเอง (ODM: Original Design Manufacturer และ OBM: Own Brand Manufacturer) ได้อย่างแข็งแกร่ง

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

จีนไม่ได้เป็นเพียง โรงงานของโลก อีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างนี้ เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการ ทั้งการวางยุทธศาสตร์ภาครัฐที่ชาญฉลาด การพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการสร้างคุณค่าของแบรนด์ระดับสากล ซึ่งทำให้จีนกลายเป็นแบบอย่างของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์

ยุคของ OEM: จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้และการสะสมทุน

ในช่วงปี 2523-2533 หลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศ จีนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลกจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ต่างประเทศ การเป็น OEM ทำให้จีนสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ เช่น Nike, Apple, Dell และ Panasonic ซึ่งมองหาฐานการผลิตที่มีแรงงานราคาถูกและมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

นโยบายของรัฐบาลจีนในเวลานั้นให้ความสำคัญกับการสร้าง เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การเปิดประเทศเช่นนี้ทำให้จีนได้รับเทคโนโลยี การจัดการ และความรู้ด้านกระบวนการผลิตจากต่างชาติ ขณะเดียวกันก็สร้างงานจำนวนมหาศาลให้ประชาชน การเป็น OEM จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้จีนสะสมทุนทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์ และเครือข่ายธุรกิจระดับโลก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐานของการพัฒนาที่สูงขึ้น

ก้าวสู่ ODM: จากการผลิตตามแบบ สู่การออกแบบและพัฒนาเอง

เมื่อเศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้น รัฐบาลได้ตระหนักว่าการพึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว จีนจึงเริ่มสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาไปสู่รูปแบบ ODM (Original Design Manufacturer) ซึ่งไม่เพียงรับจ้างผลิตตามแบบของผู้อื่น แต่สามารถออกแบบสินค้าเองได้

การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างมหาศาล ภายใต้นโยบายระดับชาติ เช่น Made in China 2025 ที่มุ่งยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

จีนได้สร้างระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่สนับสนุนการออกแบบ การทดสอบต้นแบบ และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจีนจำนวนมากสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเองและเสนอโซลูชันครบวงจรให้ลูกค้าต่างประเทศได้อย่างมืออาชีพ

ยุคของ OBM: การสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ระดับโลก

หลังจากสร้างความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการออกแบบ จีนได้ก้าวต่อไปสู่การเป็น  OBM (Own Brand Manufacturer) ซึ่งหมายถึงการสร้างแบรนด์สินค้าของตนเองเพื่อแข่งขันในตลาดโลก การเปลี่ยนผ่านสู่ OBM นับเป็นจุดสูงสุดของกระบวนการพัฒนาทางอุตสาหกรรม เพราะต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความเข้าใจในตลาดผู้บริโภคระดับโลก

ตัวอย่างของความสำเร็จที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Huawei, Xiaomi, Lenovo, TCL, Haier, และ BYD ซึ่งสามารถก้าวจากผู้ผลิต OEM ไปสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้สำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการลงทุนด้านการตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่ และการสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ผ่านคุณภาพและเทคโนโลยี การที่แบรนด์จีนจำนวนมากสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกได้ แสดงให้เห็นว่าจีนได้ข้ามพ้น กับดักการผลิตต้นทุนต่ำ (Low-Cost Trap) อย่างแท้จริง

shutterstock 2461264535

บทบาทของภาครัฐ: ยุทธศาสตร์แห่งการขับเคลื่อนสู่มูลค่าเพิ่มสูง

ความสำเร็จของจีนในการเปลี่ยนผ่านจาก OEM ไปสู่ ODM และ OBM ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคเอกชนเพียงลำพัง แต่เกิดจาก ยุทธศาสตร์ของรัฐ ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง รัฐบาลจีนได้วางนโยบายระยะยาว เช่น แผน Made in China 2025 และ China Standards 2035 เพื่อผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนจาก การผลิตมาก ไปสู่ การผลิตอย่างชาญฉลาด (Smart Manufacturing)

นโยบายเหล่านี้ ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยพัฒนาในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การสนับสนุนด้านเงินทุน การจดสิทธิบัตร และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง จีนยังให้ความสำคัญกับ การยกระดับแรงงาน ผ่านการพัฒนาทักษะและการศึกษา เพื่อให้แรงงานจีนสามารถปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างเต็มที่

นวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ: พลังขับเคลื่อนของยุคใหม่

การเปลี่ยนผ่านของจีนประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น เพราะรัฐบาลและภาคเอกชนต่างเข้าใจว่า นวัตกรรมคือหัวใจของความได้เปรียบในการแข่งขัน จีนจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนามากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนงบ R&D ต่อ GDP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

เมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้น ปักกิ่ง และหางโจว กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่มีสตาร์ทอัปและบริษัทรุ่นใหม่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ทำให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง เช่น ชิปเซ็ตของ Huawei หรือซอฟต์แวร์ของ ByteDance (TikTok) คือหลักฐานชัดเจนว่าจีนได้เปลี่ยนจาก ผู้ลอกแบบ สู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ที่แท้จริง

การสร้างคุณค่าและแบรนด์ระดับโลก 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถยืนอยู่ในระดับ OBM ได้อย่างมั่นคง คือการสร้างแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ระดับสากล จีนได้เรียนรู้จากตะวันตกว่า มูลค่าของแบรนด์ สำคัญกว่ามูลค่าการผลิตเพียงอย่างเดียว จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบ (Design Thinking) การตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) และการเล่าเรื่องแบรนด์ (Brand Storytelling) เพื่อสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคทั่วโลก

ความสำเร็จของแบรนด์จีน เช่น Huawei ที่มุ่งเน้นคุณภาพและนวัตกรรม หรือ Xiaomi ที่เน้นความคุ้มค่าและความใกล้ชิดกับผู้บริโภค แสดงให้เห็นว่าจีนสามารถแข่งขันกับแบรนด์ตะวันตกทั้งในด้านเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ได้อย่างทัดเทียม

บทสรุป: จีนจากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก

การเปลี่ยนผ่านจาก OEM สู่ ODM และ OBM ของจีนเป็นผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งภาครัฐที่วางแผนอย่างมีวิสัยทัศน์ ภาคเอกชนที่กล้าลงทุนในนวัตกรรม และแรงงานที่ปรับตัวได้ดีต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ จีนได้พิสูจน์ว่าประเทศที่เริ่มจากจุดด้อยด้านเทคโนโลยีและรายได้ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ หากมีระบบการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน จีนไม่ได้เป็นเพียง ผู้ผลิตสินค้าราคาถูก อีกต่อไป แต่เป็น ผู้สร้างคุณค่าและเทคโนโลยี ที่ส่งอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในทุกระดับ หากแนวทางนี้ยังดำเนินต่อไป จีนอาจกลายเป็นประเทศแรกในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถผสมผสาน พลังการผลิต นวัตกรรม และแบรนด์ระดับโลก เข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นแบบอย่างให้กับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกในเส้นทางแห่งการยกระดับเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่