ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 37 พลิกสมการการส่งออก: บทเรียนจากเวียดนามที่ไทยไม่อาจมองข้าม
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศในอาเซียนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ประเทศไทยเคยถูกยกให้เป็น ศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออก และได้รับการยอมรับในฐานะเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า เวียดนามได้แซงหน้าไทยในมูลค่าการส่งออกสินค้าและกำลังกลายเป็นฐานการผลิตหลักของห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงผลของปัจจัยระยะสั้น แต่เป็นการสะท้อนของความแตกต่างเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไทยและเวียดนามเลือกเดิน
เจตจำนงทางการเมือง: ความต่อเนื่อง vs ความไม่แน่นอน
เวียดนามมีความต่อเนื่องทางนโยบายที่ชัดเจนตั้งแต่การปฏิรูป Đổi Mới ในปี 2529 รัฐบาลกำหนด การเปิดประเทศและบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เป็นยุทธศาสตร์หลักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสภาพการเมืองภายในจะเป็นอย่างไร ความสม่ำเสมอเชิงนโยบายนี้สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ
ตรงกันข้าม ไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการเมืองในประเทศที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจบ่อยครั้ง ส่งผลให้ยุทธศาสตร์การส่งออกและนโยบายเศรษฐกิจขาดความต่อเนื่องและไม่สามารถสร้างความมั่นใจระยะยาวได้
การปฏิรูปกฎหมาย-ลดระบบราชการ: กลไกที่เวียดนามทำได้จริง
เวียดนามใช้ การปฏิรูปกฎหมายด้วยวิธีกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) อย่างจริงจัง เพื่อตัดกฎระเบียบที่ล้าสมัยและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การลดต้นทุนเชิงธุรกรรม (transaction costs) ในระดับโครงสร้างนี้ทำให้การค้าข้ามพรมแดนสะดวกขึ้น สร้างความได้เปรียบในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังตลาดโลก
ไทยแม้จะประกาศนโยบาย One Stop Service และโครงการอำนวยความสะดวกทางการค้า แต่กลับติดกับดักระบบราชการที่หยั่งรากลึก กฎหมายที่ซ้อนทับกัน และแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ภายใน

FTA: อาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่เวียดนามใช้ได้ดีกว่าไทย
การส่งออกเวียดนามพุ่งทะยานเพราะรัฐบาลใช้ FTA เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ เวียดนามสามารถเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีระดับสูง เช่น CPTPP และ EVFTA ซึ่งช่วยเปิดตลาดยุโรปและสหรัฐโดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหนือกว่าไทยอย่างชัดเจน
ขณะที่ไทยยังไม่สามารถบรรลุ FTA กับสหภาพยุโรป และการเจรจา CPTPP ก็ถูกชะลอด้วยเหตุผลทางการเมืองภายใน ผลคือผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบเชิงโครงสร้างในการแข่งขันกับคู่แข่งเวียดนามในตลาดโลก
แรงงานและต้นทุนการผลิต: ความได้เปรียบเชิงประชากร
เวียดนามมีประชากรที่ยังอยู่ในวัยแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีทั้งค่าแรงที่ต่ำและแรงงานที่พร้อมพัฒนาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตสมัยใหม่ นักลงทุนข้ามชาติใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ รองเท้า รวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ไทยแม้จะมีแรงงานที่มีทักษะสูงกว่า แต่ค่าแรงที่สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย กลับทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านแรงงานและการส่งออกลดลงเรื่อย ๆ
เวียดนามเป็น “China+1” ที่แท้จริง
เวียดนามใช้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงสงครามการค้าสหรัฐ-จีน บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนและเลือกเวียดนามเป็นฐานสำรอง (China+1 Strategy) เพราะสามารถบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่การผลิตได้อย่างยืดหยุ่นและต้นทุนต่ำ
ขณะที่ไทยแม้จะมีโครงการ EEC ที่หวังจะดึงดูดอุตสาหกรรมขั้นสูง แต่การดำเนินการกลับล่าช้าและไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับเดียวกับเวียดนาม

การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม: เลือกผลิตสิ่งที่โลกต้องการ
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้เวียดนามโดดเด่นยิ่งขึ้นคือ ความสามารถในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ให้ตอบโจทย์ตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป เวียดนามดึงดูดการลงทุนเพื่อผลิต สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น สมาร์ทโฟน อุปกรณ์ดิจิทัล และโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD)
ในขณะที่ไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่ ใกล้ถึงจุดอิ่มตัว เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ซึ่งแม้มีมูลค่า แต่เผชิญการแข่งขันสูงและขยายตลาดได้จำกัด ความแตกต่างนี้ทำให้ โครงสร้างสินค้าส่งออกของเวียดนามมีศักยภาพในการขยายตัวต่อเนื่อง และได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นในตลาดพัฒนาแล้ว ขณะที่สินค้าไทยบางกลุ่มกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการที่ลดลง
ภาพลักษณ์และการทูตเศรษฐกิจ: เวียดนามเชิงรุก ไทยเชิงรับ
รัฐบาลเวียดนามลงทุนในด้านการทูตเศรษฐกิจ (economic diplomacy) อย่างจริงจัง ใช้ทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคีและพหุภาคีสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่พร้อมเป็น พันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะกับสหรัฐ สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่น การเชื่อมโยงเชิงรุกเช่นนี้ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าเวียดนามไม่เพียงมีต้นทุนต่ำ แต่ยังเป็นคู่ค้าที่สามารถยืนระยะได้
ส่วนไทยแม้จะยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนาน แต่กลับไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ อีกทั้งปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศยังบั่นทอนเครดิตในสายตาคู่ค้าต่างชาติ
บทสรุป: เวียดนามวิ่ง ไทยเดิน และโลกไม่เคยรอใคร
ความสำเร็จของเวียดนามในด้านการส่งออกไม่ใช่ผลจากโชคช่วย แต่คือผลพวงของ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่เฉียบขาดและต่อเนื่อง เวียดนามกล้าที่จะ วิ่ง เข้าหาการเปลี่ยนแปลง ด้วยการเปิดประเทศ ปฏิรูปกฎหมาย ลดระบบราชการ และเลือกสร้างอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอนาคต
ในขณะที่ไทยยังคง เดิน อยู่ท่ามกลางความล่าช้า ซับซ้อน และการประนีประนอมกับโครงสร้างที่ไม่ทันโลก
บทเรียนที่สำคัญคือ การไม่เลือกก็เท่ากับการเลือกที่จะล้าหลัง การรอคอยหรือหวังพึ่งจุดแข็งในอดีต เช่น การเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือชิ้นส่วนดั้งเดิม ไม่เพียงไม่พออีกต่อไป แต่ยังเสี่ยงที่จะทำให้ไทยถูกลดบทบาทลงในห่วงโซ่มูลค่าโลกที่กำลังพลิกผันอย่างรวดเร็ว
ในโลกที่การค้าและการลงทุนหมุนเวียนเร็วราวกับสายฟ้า ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ ใครมีมากกว่า แต่อยู่ที่ ใครปรับตัวได้ไวกว่า เวียดนามแสดงให้เห็นแล้วว่า การปรับตัวเชิงโครงสร้างคือคำตอบ หากไทยยังไม่ยอมรับความจริงนี้ ก็ไม่ใช่แค่ถูกแซงในสนามส่งออก แต่เสี่ยงที่จะหลุดออกจากสนามแข่งขันไปอย่างถาวร
บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 36 เวียดนามทะยาน ไทยสะดุด
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 35 เวียดนามปฏิรูปกฎหมาย แซงไทยในเวทีการลงทุนโลก
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 34 เวียดนามกับความสำเร็จด้าน FTA ที่ไทยควรเรียนรู้
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg