ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 36 เวียดนามทะยาน ไทยสะดุด: เจาะลึกเหตุผลที่ FDI ไหลบ่าเข้าเวียดนามมากกว่าไทย
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยถูกยกให้เป็น ศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของภูมิภาคปัจจุบันจะเห็นได้ว่า เวียดนามกำลังแซงหน้าไทยอย่างชัดเจนในด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ทั้งในแง่ของเม็ดเงิน ปริมาณโครงการลงทุน และความสนใจจากบริษัทข้ามชาติ
เหตุผลที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเหนือไทยนั้น ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่เป็นผลรวมของการวางยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับบริบทโลก การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการตอบสนองที่รวดเร็วต่อแรงกดดันจากการแข่งขันระดับนานาชาติ
เจตจำนงทางการเมืองและนโยบายระยะยาว
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผู้นำเวียดนามมี เจตจำนงทางการเมือง ที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการผลักดันการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมองว่า FDI คือหัวใจสำคัญในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับรายได้ประชาชน
รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลกในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สิ่งทอและรองเท้า ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนผ่านการกำหนดนโยบายที่ต่อเนื่องในระยะยาว ไม่เปลี่ยนไปตามรัฐบาลที่สับเปลี่ยนเหมือนไทย จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่า เวียดนามจะไม่เปลี่ยนกฎกติกากลางคัน
การปฏิรูปกฎหมายและลดระบบราชการ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ เวียดนามสามารถเดินหน้าการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการลงทุนได้จริง โดยใช้แนวทาง การปฏิรูปกฎหมายด้วยวิธีกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เพื่อตัดทอนกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน และสร้างภาระที่ไม่จำเป็น กระบวนการนี้ทำให้การจดทะเบียนบริษัท การอนุมัติใบอนุญาต และขั้นตอนการนำเข้า3ส่งออกคล่องตัวขึ้นมาก ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีโครงการ One Stop Service แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ทำให้การอนุมัติใช้เวลานาน และกฎหมายบางฉบับก็ยังไม่ถูกยกเลิกแม้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
โครงสร้างแรงงานและต้นทุนที่แข่งขันได้
เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างในด้านแรงงาน ค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย แต่แรงงานส่วนใหญ่มีการศึกษาและทักษะที่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ บริษัทข้ามชาติ เช่น Samsung, Intel และ Foxconn ต่างเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก เนื่องจากสามารถใช้แรงงานจำนวนมากในต้นทุนที่แข่งขันได้ ขณะที่ไทยเผชิญปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงานในบางสาขา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในระยะยาว

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)
อีกจุดที่เวียดนามแซงไทยได้ชัดเจนคือ ความสำเร็จในการขยายเครือข่าย FTA เวียดนามเข้าร่วมทั้งความตกลง CPTPP, RCEP และ EVFTA กับสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ และสร้างมาตรฐานทางการค้าระดับสูง นักลงทุนต่างชาติมองว่าเวียดนามสามารถเป็นประตูสู่การเข้าถึงตลาดใหญ่ทั้งเอเชียและยุโรป ในขณะที่ไทยกลับติดขัดทั้งการเมืองภายในและการต่อรองทางการทูต ทำให้การเจรจา FTA หลายฉบับล่าช้า ส่งผลให้นักลงทุนเลือกเวียดนามเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกแทนไทย
การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก
เวียดนามยังได้รับประโยชน์จาก การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะหลังสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน นักลงทุนจำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยง เวียดนามสามารถฉวยโอกาสนี้ได้ทันทีด้วยการจัดสรรเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรับปรุงท่าเรือ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ทำให้บริษัทต่างชาติมองว่าเวียดนามมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตใหม่ ขณะที่ไทยแม้มีโครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่การดำเนินงานจริงกลับล่าช้าและไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดในระดับเดียวกับเวียดนาม
บทบาทของรัฐบาลและความโปร่งใส
นักลงทุนต่างชาติมักมองว่า เสถียรภาพและความโปร่งใสของรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน เวียดนามแม้ยังมีข้อจำกัดด้านประชาธิปไตย แต่รัฐบาลสามารถสร้างภาพลักษณ์ของการบริหารที่มีเสถียรภาพ ตัดสินใจรวดเร็ว และมีทิศทางชัดเจน ในทางตรงกันข้าม ไทยเผชิญปัญหาการเมืองภายในที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ความต่อเนื่องของนโยบายขาดหาย และเกิดความไม่มั่นใจว่านโยบายที่ประกาศออกมาจะถูกดำเนินการจริงหรือไม่
ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เวียดนามยังสามารถสร้าง แบรนด์ประเทศ ที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะประเทศที่เปิดรับการลงทุน โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและนโยบายดึงดูดนักลงทุนอย่างจริงจัง ความสำเร็จในการดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตได้สร้างเอฟเฟกต์ทางความเชื่อมั่นให้นักลงทุนรายอื่น ๆ ตัดสินใจตามเข้ามา ในขณะที่ไทยกลับถูกวิจารณ์เรื่องความไม่แน่นอนทางนโยบาย และภาพลักษณ์ด้านระบบราชการที่ซับซ้อนจนทำให้เสียโอกาสในการแข่งขัน
บทสรุปและบทเรียนสำหรับไทย
การที่เวียดนามสามารถแซงไทยในด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่เจตจำนงทางการเมืองที่ไม่สั่นคลอน การปฏิรูปกฎหมายและลดขนาดระบบราชการที่เป็นรูปธรรม การเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่าย FTA ชั้นนำ ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่เปิดกว้างและแข่งขันได้ ขณะที่ไทยกลับยังคงติดหล่มอยู่กับระบบราชการที่เทอะทะ กฎหมายที่ล้าสมัย และนโยบายที่ขาดความต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญสำหรับไทยคือ หากยังไม่สามารถ ผ่าตัดเชิงโครงสร้าง ได้จริง ไม่เพียงแค่ลดขั้นตอน แต่ต้องกล้าเผชิญกับแรงต้านผลประโยชน์และวางยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ—ไทยก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร และถูกเพื่อนบ้านในภูมิภาคแซงหน้าทีละก้าว ในโลกที่ทุนเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ประเทศที่ช้าเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการเสียโอกาสทั้งทศวรรษ
บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 35 เวียดนามปฏิรูปกฎหมาย แซงไทยในเวทีการลงทุนโลก
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 34 เวียดนามกับความสำเร็จด้าน FTA ที่ไทยควรเรียนรู้
- เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 33 OBM เกมรุกใหม่ของเวียดนาม: เมื่อ VinFast กลายเป็นแบรนด์ชาติ
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg