COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 35 เวียดนามปฏิรูปกฎหมาย แซงไทยในเวทีการลงทุนโลก

Avatar photo
กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 35 เวียดนามปฏิรูปกฎหมายได้อย่างไร จึงแซงไทยในเวทีการลงทุนโลก

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่การแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ความสามารถของประเทศหนึ่ง ๆ ในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ศักยภาพทางเศรษฐกิจ ขนาดของตลาด หรือทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของสถาบัน และ ประสิทธิภาพของระบบกฎหมายและกฎระเบียบ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนนั้น สำหรับประเด็นนี้ เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าและโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการใช้ การปฏิรูปกฎหมายด้วยวิธี กิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่มุ่งเร่งรัดปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่จำเป็น หรือซ้ำซ้อน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คล่องตัวและโปร่งใสมากขึ้น ตรงกันข้าม ประเทศไทยแม้จะมีความพยายามปฏิรูปในแนวทางเดียวกัน แต่กลับประสบปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้างและการเมือง จนทำให้ความคืบหน้ายังล่าช้ากว่าเวียดนาม

ปัจจัยแรกที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จ คือเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่องของรัฐบาล ภายหลังการเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจ (Đổi Mới) ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เวียดนามตระหนักว่าการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ คือหัวใจสำคัญในการเร่งรัดการพัฒนา และการมีกฎระเบียบที่ซับซ้อนคืออุปสรรคใหญ่ที่สุด ดังนั้นรัฐบาลเวียดนามจึงเลือกใช้ การปฏิรูปกฎหมายด้วยวิธีการกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เป็นมาตรการเชิงรุกในการตัดทอนกฎเก่าที่ไม่จำเป็นออกไป ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และทำให้การอนุมัติการลงทุนเดินหน้าอย่างรวดเร็วและโปร่งใส

ในขณะที่ประเทศไทย แม้ผู้นำหลายรัฐบาลประกาศนโยบายปฏิรูปกฎหมาย แต่แรงเสียดทานจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ที่หยั่งรากลึกและกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ ทำให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความใหม่ ของระบบเศรษฐกิจและกฎหมายเวียดนาม ในฐานะประเทศที่เพิ่งเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากยังไม่ได้ฝังรากลึกหรือถูกผูกพันด้วยผลประโยชน์ซับซ้อนเหมือนในไทย การทบทวนและยกเลิกกฎหมายจึงทำได้ง่ายกว่า

ส่วนไทยซึ่งมีระบบกฎหมายและราชการที่ดำรงอยู่มานานนับศตวรรษ การปฏิรูปกฎหมายจึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามคลายปมเชือกที่พันกันซับซ้อน ต้องใช้ทั้งเวลา การต่อรอง และความประนีประนอมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เวียดนามสามารถลดขั้นตอนทางราชการได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนธุรกิจ การอนุมัติใบอนุญาต หรือการนำเข้าสินค้า เวลาที่ใช้ทั้งหมดสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าพวกเขาสามารถเริ่มธุรกิจได้รวดเร็วและมีต้นทุนน้อยกว่า

12

ในทางกลับกัน แม้ประเทศไทยจะพยายามพัฒนา One Stop Service เพื่อลดขั้นตอน แต่ในความเป็นจริงยังคงมีขั้นตอนซับซ้อน ต้องผ่านการอนุมัติจากหลายหน่วยงาน และกฎหมายที่ล้าสมัยจำนวนมากก็ยังไม่ถูกยกเลิกหรือปรับปรุง

อีกจุดแข็งของเวียดนามคือ การปฏิรูปกฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะกฎระเบียบทางธุรกิจ แต่ครอบคลุมถึงกฎหมายด้านแรงงาน ภาษี และระบบการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติจึงได้รับสัญญาณเชิงบวกว่ารัฐบาลเวียดนามเอาจริงกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการลงทุน

นอกจากนี้ กระบวนการปฏิรูปกฎหมายของเวียดนามยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ทำให้การปรับปรุงกฎหมายมีความโปร่งใสและตอบโจทย์นักลงทุนจริง ๆ ต่างจากประเทศไทยซึ่งยังคงมีข้อจำกัดเรื่องการมีส่วนร่วม และมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการแก้ไขกฎหมายใช้เวลายาวนานจนไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

ในเชิงยุทธศาสตร์ เวียดนามยังเชื่อมโยงการปฏิรูปกฎหมายเข้ากับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระดับโลก เช่น FTA กับสหภาพยุโรป (EVFTA) หรือความตกลง CPTPP ซึ่งกำหนดมาตรฐานสูงด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เวียดนามตระหนักดีว่าหากไม่เร่งปฏิรูปกฎหมาย ก็ไม่สามารถเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเหล่านี้ได้ ดังนั้นการปฏิรูปกฎหมายด้วยกิโยติน จึงกลายเป็นเครื่องมือเร่งรัดที่มีเป้าหมายชัดเจน ตรงกันข้าม ไทยแม้จะมีการเจรจา FTA หลายฉบับ แต่ไม่สามารถใช้แรงกดดันภายนอกเป็นแรงผลักดันภายในได้เต็มที่ ทำให้การปฏิรูปยังคงเป็นไปแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง เวียดนามยังใช้การปฏิรูปกฎหมายเป็นเครื่องมือในการลดขนาดระบบราชการ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การลดทอนบทบาทภาครัฐเช่นนี้ช่วยลดโอกาสการทุจริต ลดต้นทุนธุรกรรม และสร้างบรรยากาศที่แข่งขันได้จริง ในทางตรงกันข้าม ไทยยังคงมีระบบราชการที่ใหญ่ ซับซ้อน และต้านทานการเปลี่ยนแปลง ทำให้ความพยายามลดขั้นตอนทางกฎหมายและการบริหารติดขัดอยู่บ่อยครั้ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของเวียดนามไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการยกเลิกกฎหมายเก่า แต่เกิดจากการสร้าง วัฒนธรรมใหม่ของรัฐ ที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าเวียดนามพร้อมปรับตัวและยืดหยุ่นตามเงื่อนไขของเศรษฐกิจโลก

ในขณะที่ประเทศไทย หากยังคงยึดติดกับระบบราชการขนาดใหญ่และขาดการปฏิรูปที่แท้จริง ความสามารถในการแข่งขันก็มีแนวโน้มจะถดถอย และอาจถูกเวียดนามและประเทศอื่น ๆ ทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่