COLUMNISTS

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 31 ทำไม FDI ไหลบ่าเข้าสู่เวียดนาม?

Avatar photo
กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 31 ทำไม FDI ไหลบ่าเข้าสู่เวียดนาม? บทวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย

ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ประเทศในเอเชียต่างพยายามสร้างข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างเพื่อดึงดูดบรรษัทข้ามชาติที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

ปัจจุบัน กลุ่มประเทศที่ถือว่าเป็นจุดหมายหลักของ FDI ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และอินเดีย ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัด แต่ที่น่าสังเกตคือ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามกลับก้าวขึ้นมาเป็น “ดาวรุ่ง” ที่ดึงดูด FDI ได้เหนือกว่าคู่แข่ง จนได้รับการจับตามองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตใหม่ของเอเชีย

คำถามสำคัญที่ผู้สังเกตการณ์เศรษฐกิจและนักลงทุนต่างชาติอยากรู้คือ “อะไรทำให้ FDI ไหลบ่าเข้าสู่เวียดนามมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย?

คำตอบไม่ได้มีเพียงแค่ค่าแรงที่ถูกกว่า แต่ยังรวมถึงความมั่นคงเชิงนโยบาย การเปิดเสรีทางการค้า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย และบทบาทในฐานะศูนย์กลางของกลยุทธ์ China+1 บทวิเคราะห์นี้จึงมุ่งเปรียบเทียบ เวียดนามกับคู่แข่งหลักทั้งสี่ประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทำไมเวียดนามจึงมีศักยภาพสูงสุดในการดึงดูด FDI ในปัจจุบัน

เวียดนาม vs ไทย: ไทยยังแข็งแกร่ง แต่เวียดนามกำลังวิ่งแซง

ไทยเป็นฐานการลงทุนสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม ยานยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีห่วงโซ่อุปทานครบถ้วน และมีประสบการณ์ด้านการผลิตมากกว่าสี่ทศวรรษ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม ไทยกำลังเผชิญ แรงกดดันจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลง ทำให้เสน่ห์ด้านต้นทุนแข่งขันลดลงเรื่อย ๆ

เวียดนามกลับตรงกันข้าม ด้วยแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยเพียงครึ่งหนึ่งของไทย และยังคงมี โบนัสประชากร (demographic dividend) ที่ดึงดูดนักลงทุน ขณะที่ภาคการเมืองของไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความผันผวนทางนโยบาย ตรงกันข้ามกับเวียดนามที่แม้เป็นการปกครองในระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่นเรื่องเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายได้ดีกว่า

อีกทั้งเวียดนามยังได้ประโยชน์จาก ข้อตกลงการค้าเสรี EVFTA กับสหภาพยุโรป ซึ่งไทยยังไม่สามารถบรรลุได้ ทำให้สินค้าเวียดนามได้สิทธิพิเศษด้านภาษีเหนือคู่แข่งไทยอย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายบริษัทเริ่มโยกการลงทุนจากไทยไปยังเวียดนามมากขึ้น

เวียดนาม vs อินเดีย: ตลาดใหญ่อินเดีย vs ความคล่องตัวของเวียดนาม 

อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพมหาศาลในฐานะตลาดผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคน และมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรม IT, บริการทางการเงิน และเภสัชภัณฑ์ ซึ่งยากที่เวียดนามจะทัดเทียม แต่เมื่อพูดถึง FDI โดยตรงในภาคการผลิต อินเดียกลับเสียเปรียบอย่างชัดเจน สาเหตุหลักคือ กฎระเบียบที่ซับซ้อน ระบบราชการล่าช้า และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำธุรกิจ

ในทางกลับกัน เวียดนามโดดเด่นด้วย การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเอื้อต่อนักลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ท่าเรือ ถนน รถไฟ ไปจนถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของบรรษัทข้ามชาติ อีกทั้งเวียดนามยังใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ China+1 ได้เต็มที่

บริษัทระดับโลก เช่น Samsung, Foxconn และ Apple ต่างย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนมายังเวียดนามมากกว่าหันไปอินเดีย เหตุผลคือ เวียดนามทำให้การย้ายฐานเป็นเรื่องง่ายและต้นทุนต่ำกว่า ส่งผลให้เวียดนามได้รับ FDI ในสัดส่วนสูงกว่าอินเดียอย่างต่อเนื่อง

shutterstock 1447247681

เวียดนาม vs อินโดนีเซีย: ตลาดใหญ่อาจไม่พอ หากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม 

อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบจากการเป็น ตลาดในประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประชากรกว่า 270 ล้านคน และยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น นิกเกิล ถ่านหิน และน้ำมัน ซึ่งเหมาะแก่การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานและวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของอินโดนีเซียคือ ระบบราชการที่ซับซ้อน กฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และความไม่เท่าเทียมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะนอกเกาะชวา ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังลังเล

เวียดนามแม้ตลาดภายในจะเล็กกว่ามาก แต่ได้เปรียบในด้าน การจัดการและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่า รวมถึงการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทันสมัยและเชื่อมต่อกับท่าเรือสากลโดยตรง ทำให้นักลงทุนที่มุ่งผลิตเพื่อส่งออกมองว่าเวียดนาม พร้อมใช้งาน  มากกว่า อินโดนีเซียจึงได้เปรียบเพียงการเป็นตลาดใหญ่ แต่เสียเปรียบเมื่อต้องแข่งขันในฐานะศูนย์กลางการผลิตระดับโลก

เวียดนาม vs มาเลเซีย: มาเลเซียรายได้สูง แต่เวียดนามคือฐานผลิตแห่งอนาคต 

มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง ระบบการเงินเข้มแข็ง และเป็นจุดหมายที่เหมาะกับการลงทุนในอุตสาหกรรม ไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ น้ำมัน-ก๊าซ และปิโตรเคมี แต่ข้อจำกัดคือ ค่าแรงสูงกว่าเวียดนามอย่างมาก และขนาดตลาดแรงงานเล็กกว่า ทำให้ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก

เวียดนามในอีกมุมหนึ่งสามารถนำเสนอ แรงงานหนุ่มสาวจำนวนมาก ค่าจ้างต่ำ และพร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ ตอบโจทย์บริษัทที่ต้องการฐานผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการทั้งแรงงานและต้นทุนต่ำ แม้มาเลเซียจะได้เปรียบด้านคุณภาพและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่เวียดนามกลับเหมาะกับการเป็น “โรงงานของโลก” ที่ใช้แรงงานเข้มข้นและส่งออกปริมาณสูง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ FDI ไหลเข้ามากกว่า

บทสรุป

เมื่อเปรียบเทียบเวียดนามกับไทย อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จะเห็นได้ชัดว่าเวียดนามมีความโดดเด่นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งการมีแรงงานหนุ่มสาวจำนวนมากซึ่งมีทักษะและค่าแรงที่แข่งขันได้ นโยบายของภาครัฐที่เปิดกว้างและมุ่งสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ตลอดจนความสามารถในการเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรวดเร็วภายใต้กลยุทธ์ China+1

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างก็มีจุดแข็งเฉพาะ เช่น อินเดียและอินโดนีเซียมีตลาดขนาดใหญ่ มาเลเซียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง แต่ข้อได้เปรียบของแต่ละประเทศกลับกระจายแยกกันไป ต่างจากเวียดนามที่สามารถรวมข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไว้ได้พร้อมกัน ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดของ FDI ในเอเชีย และยังคงมีศักยภาพสูงที่จะดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอนาคต

บทวิเคราะห์โดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่