CEO INSIGHT

7 ทศวรรษ ‘โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี’ จากร้านยาตึกแถวสู่น้องใหม่ mai

7 ทศวรรษ ของ บมจ.โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) หรือ JP จากร้านยาตึกแถวสู่การเข้าเป็นสมาชิกน้องใหม่ใน mai บทพิสูจน์คุณภาพโรงงานยา-อาหารเสริมไทย จากรุ่นสู่รุ่น

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานถึง 70 ปี สำหรับ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JP ที่ได้เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์อยู่บนกระดาน mai เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ฝ่าวิกฤติมาหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้มยำกุ้งมาจนถึงยุคโควิด-19

โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม

แต่เพราะอะไรที่ทำให้บริษัทแห่งนี้ยังคงอยู่คู่สังคมไทย และยังพร้อมที่จะเติบโตไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JP ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 3 ได้มาเผยเคล็ดลับความสำเร็จพร้อมชี้แนะหนทางสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ไว้ให้ได้ศึกษาอย่างน่าสนใจ

โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม

ห้างอั้งง่วนเฮง สุภาพโอสถ

ดร.สิทธิชัย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ JP ว่าเดิมนั้นเป็นเพียงร้านยา “ห้างอั้งง่วนเฮง สุภาพโอสถ” ตึกแถว เช่นเดียวกับร้านยาจีนทั่วไปในสมัย 70 ปีก่อน แต่ความโดดเด่นของร้าน ห้างอั้งง้วนเฮง สุภาพโอสถ คือ การมีสูตรยาเป็นของตนเอง โดยเฉพาะยาน้ำแก้ไอ ที่มีสรรพคุณโดดเด่น สร้างชื่อเสียงให้กับร้าน และปัจจุบัน JP ก็ยังผลิตยาน้ำแก้ไอตัวนี้ออกจำหน่ายอยู่ภายใต้ชื่อ ยาน้ำแก้ไอ COX

จากจุดเริ่มต้นของรุ่นแรกซึ่งเป็นรุ่นของคุณปู่นั้น ก็ได้ส่งต่อมายังรุ่นของคุณพ่อ ซึ่งรุ่นคุณพ่อนี้ ได้มีโอกาสศึกษาด้านธุรกิจและได้นำมาปรับเปลี่ยนให้กิจการ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไปสู่รูปแบบของการเป็นโรงงานผลิตยาขนาดใหญ่อย่างครบวงจร ทั้งยาแผนโบราณและยาแผนปัจจุบัน ด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม ค็อกซ์ จำกัด

โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ หลังจากที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัท ก็ต้องเจอกับมรสุมครั้งสำคัญในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทยาซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าจึงหลีกเลี่ยงผลกระทบครั้งนี้ไปไม่ได้

จากการที่ประสบกับวิกฤติต้มยำกุ้งในยุคของทายาทรุ่นที่ 2 นับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายให้กับ ดร.สิทธิชัย ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 อยู่ไม่น้อย เพราะการจะสานต่อกิจการของครอบครัวให้เติบโตขึ้นไปจากเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่เพียงปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายแล้ว ยังมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ต้องรับมือ แต่ปัญหาทุกอย่างต้องมีหนทางแก้ไข เมื่อมีความมืดก็ย่อมมีแสงสว่าง

โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม

แตกไลน์สู่ธุรกิจอาหารเสริม

ในช่วงที่ต้องแก้ปัญหาครั้งนั้นเอง ดร.สิทธิชัย และน้องชายฝาแฝด พิษณุ แดงประเสริฐ จึงได้คิดแตกไลน์ธุรกิจจากโรงงานยาไปสู่อาหารเสริมเป็นครั้งแรก

“เราสังเกตผู้คนที่ต่างประเทศเขาจะรับประทานอาหารเสริมกันเยอะมาก โดยเฉพาะออสเตรเลียที่มีตลาดอาหารเสริมเติบโตอย่างน่าสนใจ เราจึงได้แนวคิดว่าควรแตกไลน์มาทำอาหารเสริม เพราะสินค้าที่เราผลิตในขณะนั้นมีเพียงยาแผนปัจจุบัน ซึ่งยาจะขายได้ต้องรอให้คนเจ็บป่วย แต่ขณะเดียวกันอาหารเสริมเป็นสารอาหารที่ผู้คนรับประทานได้ทุกวันโดยที่ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วย และที่สำคัญการรับประทานอาหารเสริมในปริมาณที่เหมาะสมยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ไม่เจ็บป่วยง่ายอีกด้วย จากแนวคิดดังกล่าว ผมและน้องชายจึงร่วมกันคิดพัฒนา และเริ่มผลิตอาหารเสริมขึ้นมา ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในวันนั้นก็กลายเป็นหนึ่งธุรกิจหลักของบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในวันนี้” ดร.สิทธิชัย กล่าว

ธุรกิจโรงงานผลิตยาและอาหารเสริมของ JP เติบโตมาด้วยดี โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยม การรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ จึงเติบโตเป็นเงาตามตัว หลาย ๆ บริษัทได้เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจจากเดิมหันมาทำแบรนด์อาหารเสริม รวมถึงบุคคลมีชื่อเสียงก็ได้หันมาผลิตอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ของตนเอง ซึ่งทาง JP ก็ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของยุคออนไลน์นี้ อย่างไรก็ดี ยิ่งธุรกิจมีการเติบโตมาเท่าไหร่ การรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตยิ่งต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม

เครื่องจักรมาตรฐานระดับโลก

ดังนั้น โรงงานของ JP จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเครื่องจักร และเครื่องมือด้านเภสัชที่ได้มาตรฐานระดับโลก พร้อมทั้งผ่านการตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นระยะ จึงมั่นใจได้ว่ายาและอาหารเสริมที่ผลิตโดย JP ปลอดภัยไร้สารปนเปื้อนไม่เพียงเท่านี้ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ JP ทุกตัว ยังถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยการวิจัย ผ่านทีมวิจัยและพัฒนาของ JP เพื่อทำการวิจัยยาและอาหารเสริม รวมถึงวิจัยพืชผลเกษตรของไทยให้สามารถพัฒนาและต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะเดียวกัน ดร.สิทธิชัย ยังได้ชี้ช่องทางในการทำธุรกิจให้กับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองหรือผู้ที่ต้องการมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองว่า ในปัจจุบันนั้นทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เป็นคนที่มีแนวคิดและแผนธุรกิจว่าต้องการผลิตยาหรืออาหารเสิรมประเภทไหน ก็สามารถมาปรึกษากับ JP โดยทาง JP มีทีมงานขายที่คอยประสานงานกับทีมวิจัยและพัฒนาเพื่อตรวจสอบว่ามีสารอาหารที่มีประโยชน์จริงหรือไม่และสามารถต่อยอดไปในด้านไหนได้อีก ก่อนที่จะให้คำแนะนำในการพัฒนาเป็นสินค้าจริง โดยที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ลงทุนผลิตเองด้วยต้นทุนมหาศาล

“เราไม่ได้รับแต่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่แต่เราเปิดโอกาสให้คนตัวเองที่อยากมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง หรือบางคนที่มีสูตรยาของตัวเองแต่ไม่มีห้องแลปทดลอง ไม่มีโรงงานผลิต เราก็สนับสนุน และจัดอบรมร่วมกับหน่วยงานต่างๆเพื่อปูทางให้ก้าวไปสู่การเป็น SMEs ที่ผ่านมาก็มีหลายรายที่เข้ามาปรึกษาเราและสามารถทำได้จริง กลายเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า ทั้งอาหารเสริม และสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น” ดร.สิทธิชัย กล่าว

โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม

ผลิตยาจากกัญชา

ปัจจุบัน JP ก็ยังมีแผนที่จะต้องเติบโตต่อไปในอนาคต ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทเองก็ได้เข้าร่วมการทดลองทำตัวยาจากกัญชาร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง และได้จับมือพันธมิตรในด้านการลงทุนเครื่องจักรในการสกัดสารที่มีประโยชน์ทางการแพทย์จากกัญชงและกัญชา โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต ซึ่งหากบริษัทได้รับใบอนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้วงการยาไทยเติบโตได้อีกขั้น เพราะเราหากนำสาร CBD จากกัญชามาผลิตเป็นยานั้น การส่งออกในรูปแบบยาจะทำให้สินค้าไทยเจาะตลาดโลกได้ง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนการทำธุรกิจของ JP ดร.สิทธิชัย ได้ย้ำจุดยืน บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผล ไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ และมองว่าวิกฤติโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็มั่นใจว่า JP และทุก ๆ บริษัทจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Siree Osiri OHO BANGKOK