หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐ กำหนดจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 39% ต่อสินค้าที่มาจากสวิตเซอร์แลนด์ โดยให้เหตุผลว่า อีกฝ่ายหนึ่งได้เปรียบกุลการค้าต่อสหรัฐจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์งดเว้นจากการตอบโต้ แต่เลือกที่จะเจรจาต่อไปแทน แต่ก้ยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าใด ๆ เกิดขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจสวตเซอร์แลนด์ รวมถึง “ไบรท์ลิ่ง” ผู้ผลิตนาฬิกาหรู ที่ซีอีโอของบริษัทอย่าง “จอร์จ เคิร์น” ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้า 39% นั้น “แย่มาก” สำหรับประเทศของเขา
“นักการเมืองสวิสไม่ได้เตรียมตัวมาดีนัก และดูเหมือนว่า รัฐบาลจะไม่เข้าใจวิธีการเจรจากับ ‘นักธุรกิจ’ ของรัฐบาลทรัมป์”

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาของนาฬิกาหรู ไบรท์ลิ่ง ทั่วโลก ปรับตัวสูงขึ้น 4% เพื่อชดเชยต้นทุนจากภาษีนำเข้า โดยราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4,300 ดอลลาร์ เป็น 7,200 ดอลลาร์
ขณะข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ ยังแสดงให้เห็นว่า ในเดือนที่มีการประกาศขึ้นภาษีนั้น ยอดส่งออกนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ ลดลง 16.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับรายงานของบาร์เคลย์ ที่ระบุว่า การส่งออกนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน ก.ย. 2568 ลดลง 3.1% เมื่อเทียบปีต่อปี
ทั้งนี้ สหรัฐ ถือเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และหลังการขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าว ก็ทำให้ปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐ ร่วงลงมากถึง 56% เทียบกับปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนเม.ย. และก.ค.
สินค้าหรูหราจะฟื้นตัวหรือไม่
เคิร์น ตระหนักดีว่า ตลาดกำลังยากลำบากอย่างมาก โดยอ้างถึง “วิกฤติที่ยืดเยื้อยาวนาน” ที่ภาคธุรกิจสินค้าหรูหรากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะซบเซาหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อัตราเงินเฟ้อ และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน
เขาบอกด้วยว่า รู้สึกประหลาดใจกับการเติบโตของยอดขายในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตามปกติคิดเป็นเพียง 4-5% ของรายได้ของไบรท์ลิ่ง
“จีนมีทัศนคติที่ดีขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าแนวโน้มขาลงหยุดลง และทรงตัวแล้ว”

ลูกา โซลกา กรรมการผู้จัดการฝ่ายสินค้าหรูหราระดับโลกของเบิร์นสไตน์ เห็นด้วยในเรื่อง โดยเขาบอกว่า ความต้องการของจีน กำลังค่อย ๆ ดีขึ้น และหากสถานการณ์เช่นนี้ ยังคงดำเนินต่อไปในไตรมาส 4 ของปี 2568 ก็จะเห็นความต้องการในตลาดจีนที่ฟื้นตัวขึ้นในแบบรูปตัวยู (U)
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า นาฬิกาหรู จะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันไปอีกสักระยะ
“นาฬิกาเป็นสินค้าที่ซื้อไม่บ่อยนัก คนส่วนใหญ่ที่ต้องการซื้อนาฬิกา ซื้อกันในช่วงที่ตลาดนาฬิกาเฟื่องฟูหลังโควิดระบาด ในปี 2564 ปี 2565 และครึ่งแรกของปี 2566”
เคิร์น ซีอีโอไบรท์ลิ่ง ยังบอกปัดถึงความเป็นไปได้ เรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นวงกว้างขึ้น ในตลาดนาฬิกาหรู
“ตลาดสหรัฐ กำลังเฟื่องฟูอย่างมาก และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็อยู่ในระดับดีมาก”
เคิร์น บอกด้วยว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่กำลังเฟื่องฟู มียอดขายที่ดีมาก โดยเขามั่นใจว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะดีขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา
นอกจากนี้ บริษัทยังเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอเมริกาใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย เช่นเดียวกับในตลาดเอเชียหลายแห่ง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
เคิร์นยังคงมองเห็นโอกาสในระยะยาวสำหรับภาคอุตสาหกรรมนี้ โดยอ้างถึงการมองโลกในแง่ดีของมนุษย์ และเสน่ห์ทางอารมณ์ที่ยั่งยืนของสินค้าหรูหรา
“ในระยะยาว ผมคิดว่าอุตสาหกรรมสินค้าหรูหรา จะยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทุกคน”
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘โออาร์’ ในมือ ‘ดิษทัต’ 2 ปี 12 วันแห่งความเปลี่ยนแปลง ฝากคนโออาร์ต้องรักองค์กร
- ส่องวิสัยทัศน์ ‘เจฟฟ์ กัว’ บิ๊กโกโกลุก กับภารกิจปกป้องเอสเอ็มอี-ธุรกิจ จากภัยมิจฉาชีพ
- ถึงเวลาปรับใหญ่ ‘กันตนา กรุ๊ป’ ชู Blue Project พิสูจน์ฝีมือทายาทรุ่น 3
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg