อิปซอสส์ ชี้ผู้บริโภคกำลังพัฒนา สู่ยุค SELF-sumer ใส่ใจกับปัจจุบัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน และ คนไทยตื่นตัวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สูงสุดอันดับ 3 ของโลก และหวั่นถูกละเมิดข้อมูลส่วนตัวบนออนไลน์
บริษัท อิปซอสส์ จำกัด ผู้นำระดับโลก ด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค โดย นางสาว อุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ พร้อมกับ นางสาว พิมพ์ทัย สุวรรณศุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และ นาย ฉันท์ชนิตร พันธุมสุต Country Service Line Leader, Brand Health Tracking ได้เปิด 9 เทรนด์โลกจากรายงานการศึกษาชุดใหญ่ ครบรอบ 10 ปี อิปซอสส์ โกลบอล เทรนด์ 2024 ชี้เทรนด์ยุค SELF-sumer

สำหรับ 9 เทรนด์โลก ที่มีการอัปเดตใหม่ในปีนี้ เป็นผลการศึกษาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนจำนวนกว่า 5 หมื่นคนใน 50 ประเทศ นับเป็น 74% ของประชากรโลก และ 90% ของ GDP โลก ประกอบ ด้วย
- อลหม่านโลกาภิวัตน์ (Globalisation Fractures)
- สังคมที่แตกแยก (ของฉัน-ของเธอ-ไม่ใช่ของเรา) (Splintered Societies)
- เพราะโลกนี้มีใบเดียว (Climate Convergence)
- เทคโนโลยีมหัศจรรย์ -ตื่นเต้นหรือกังวลใจ (Technowonder)
- การสร้างสุขภาพที่ดีอย่างมีจิตสำนึก (Conscientious Health)
- ย้อนเวลาหาอดีต (Retreat to Old Systems)
- ชีวิตไม่มีความหมายตายตัว ปัจจุบันสร้างสุข (Nouveau Nihilism)
- พลังแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา (The Power of Trust)
- ปัจเจกนิยมในโลกอันวุ่นวาย (Escape to Individualism)
จากการวิเคราะห์พบธีมหลักในปีนี้คือ ท่ามกลางความตึงเครียดและความสับสนเหล่านี้ ผู้คนต่างแสดงความตั้งใจที่จะควบคุมอนาคตของตนเอง โดยสามารถขมวดประเด็นหลักมาเป็น 4S ที่เจาะลึกอินไซต์ของผู้บริโภคไทย หรือก็คือ SELF-sumer, Seamlessness, Security และ Sustainability

SELF-sumer ใส่ใจกับปัจจุบัน พึ่งพาตัวเองมากขึ้น
การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของผู้บริโภคที่มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจความสุขของตัวเอง ณ ปัจจุบันมากขึ้น ผลสำรวจพบว่า 72% ของคนไทยเลือกใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (66%) และ 84% มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้ เพราะอนาคตไม่แน่นอน โดยประเทศไทยอยู่อันดับสูงสุดในบรรดา 50 ประเทศที่ทำการสำรวจ
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังเน้นให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองทั้งบนโลกความจริงและออนไลน์ โดย 65% ของคนไทยชอบซื้อสินค้าหรือประสบการณ์ที่คิดว่าจะทำให้พวกเขาดูดีในรูปที่โพสต์ออนไลน์
นอกจากนั้นยังมีคนบางกลุ่มยังเลือกที่จะหลีกหนีความวุ่นวายบนโลกแห่งความจริง ไปใช้ชีวิตในโลกเสมือนจริงแทน และที่น่าสนใจคือ ในโลกเสมือนจริง คนเหล่านั้นก็ยังสนใจภาพลักษณ์ของตัวอวตาร (avatar) และยินดีจ่ายเงินเพื่อให้ตัวอวตารของตนมีภาพลักษณ์ที่ดีด้วยเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์ที่จะตอบสนองการที่ผู้บริโภคแสวงหา ความสุข ในปัจจุบัน เชื่อมโยงโลกเสมือนจริงเข้ากับผลิตภัณฑ์/ร้านค้า เป็นโอกาสสำหรับการใช้กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ และ สร้างช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้เพิ่มเติมบนโลกเสมือนจริง ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่โฆษณาอีกต่อไป

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มหันมาเชื่อตนเองหรือแวดวงออนไลน์ของตนเองมากกว่าที่จะเชื่อแบรนด์หรือผู้เชี่ยวชาญ และการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนถึง 84% ต้องการควบคุมการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น และ 82% มักจะพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยตัวเองอยู่เสมอ แทนที่จะอาศัยเพียงสิ่งที่แพทย์บอก
ปัจจุบัน อินฟลูเอนเซอร์ มีบทบาทมากขึ้นในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทั้งทางกายภาพและโลกเสมือน โดยที่ 58% ของผู้บริโภคคนไทยมักซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยอิงจาก อินฟลูเอนเซอร์ ที่เขาชื่นชอบและติดตามบน โซเชียล มีเดีย เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยเพียง 44% ของ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
Seamlessness ประสบการณ์ไร้รอยต่อ
ผลสำรวจพบว่า คนไทยมีความตื่นตัวและสนใจเกี่ยวกับการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินโดนีเซีย
ผู้บริโภคชาวไทย 73% ระบุว่า ผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างมากในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา และคนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI หลายคนเชื่อว่า AI จะเข้ามาปรับปรุงในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในด้านความบันเทิงและการประหยัดเวลา
แต่ถึงแม้ว่าผู้บริโภคต้องการความสะดวก รวดเร็ว ว่องไว ผู้คนยังคงมองหาปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ชอบการบริการจากคน มากกว่าจากแชทบอท โดยเฉพาะกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ และคนไทยกว่าครึ่งรู้สึกว่าบริษัทต่างๆ ไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้
ในขณะเดียวกัน เมื่อติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะรอเจ้าหน้าที่ มากกว่าที่จะคุยกับ AI Chatbot ทั้งนี้ 73% ของคนไทยรู้สึกว่า การบริการลูกค้า (Customer Service) ถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติมากเกินไป โดย กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) เป็นกลุ่มที่คิดเช่นนี้มากที่สุด (81%) Gen X (75%), Millennials (74%) และ Gen Z (66%)

นอกจากนี้ คนไทยกว่าครึ่ง (55%) กล่าวว่าบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ และ 74% พร้อมที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า
Security ความปลอดภัย
ความปลอดภัยของข้อมูลยังคงเป็นความกังวลใหญ่ โดย 82% ของคนไทยให้ความเห็นว่าว่าการที่เราทุกคนจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวในอนาคตจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด แต่ 81% ยังคงมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวที่บริษัทต่าง ๆ เก็บรวบรวมเกี่ยวกับพวกเขาจากโลกออนไลน์นั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร โดยกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ กังวลสูงสุด ในอัตรา 87% ตามมาด้วย Gen X 84% Millennials 77% และ Gen Z 81%
การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability)
เมื่อถูกถามว่า หากนึกถึงคำว่า Sustainability หรือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน พวกเขาต้องการให้ภาครัฐ หรือองค์กรโฟกัสกับเรื่องใดมากที่สุด คำตอบ 3 อันดับแรกที่คนไทยเลือกคือ 1. การยุติความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 2. การศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพสำหรับทุกคน และ 3. การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
จะเห็นได้ว่า ประเด็น ESG ที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล้วนอยู่ในหมวด Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) มากกว่าในหมวด Environment (สิ่งแวดล้อม)
คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่เหนือระดับบุคคลไปแล้ว โดย 89% ของคนไทยกล่าวว่า พวกเขาได้ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว -ขณะที่ 79% คิดว่าบริษัทต่าง ๆ ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากพอ และ 87% ของคนไทยเชื่อว่าแบรนด์สามารถสร้างรายได้ไปพร้อม ๆ กับทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคมได้
นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สนับสนุนร่วมดูแลสังคม แสดงความจริงใจ และสื่อสารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องสังคมและธรรมาภิบาล

ข้อเสนอแนะสำหรับแบรนด์ยุค SELF-sumer
ดังนั้น จากเทรนด์ 4S ที่กล่าวมา จึงเห็นได้ว่าเทรนด์โลก และ เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้น แบรนด์จึงควรที่จะเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และ มีหลัก 3 Be เป็นที่ตั้ง ได้แก่
1. Be Informed หรือ การตระหนักและเข้าถึงความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่เสมอ
2. Be Active หรือ การตอบสนองของแบรนด์ที่รวดเร็วต่อเทรนด์ พฤติกรรม หรือ เทคโนโลยีใหม่ๆ
3. Be Inclusive ซึ่งหมายถึง การย้อนกลับมามองกลุ่มผู้บริโภคหลัก และ ปรับระดับการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะกับผู้บริโภคของตน เพราะถ้ากลุ่มผู้บริโภคหลัก ไม่สามารถตามทันเทคโนโลยีที่แบรนด์นำมาใช้ได้ ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อาจจะลดลงได้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ส่องแนวโน้มผู้บริโภคชาวไทย ค่าครองชีพพุ่ง ส่งผลให้ 84% ต้องแสวงหารายได้เสริม
- ส่องพฤติกรรมการซื้อสินค้า-อินไซต์ผู้บริโภค 4 Gen กลยุทธ์แบรนด์เจาะใจลูกค้า
- บทบาทเทคโนโลยีในร้านค้าปลีก แนะผู้ประกอบการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg