Economics

‘ไทยออยล์’ แจงละเอียดข้อเท็จจริง ‘ค่ากลั่นน้ำมัน’ ยัน พร้อมสนับสนุนรัฐตามหลัก ‘กม.-ค้าเสรี’

“ไทยออยล์” ชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็น “ค่ากลั่นน้ำมัน” ยืนยัน พร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินการของรัฐ ที่เป็นไปตามหลักของ “กฎหมาย-การค้าเสรี” 

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “ค่าการกลั่นน้ำมัน” ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไทยออยล์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการกลั่น และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป ได้ติดตามประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่ามีข้อมูลบางประการ ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้เป็นห่วงว่า อาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงในเรื่องดังกล่าวว่า น้ำมันดิบถือเป็นต้นทุนวัตถุดิบหลักของผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม  ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน ปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการ ที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา หลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลก รวมถึงไทยปรับตัวสูงขึ้น

ค่ากลั่นน้ำมัน

“ค่ากลั่นน้ำมัน” ไม่ใช่กำไรสุทธิ ของผู้ประกอบกิจการโรงกลั่น

ค่าการกลั่น คำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เช่น ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา หักด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานในกระบวนการกลั่น ทำให้ผลรวมปริมาณผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้อยู่ในสัดส่วนประมาณ 97% ของปริมาณน้ำมันดิบเท่านั้น

แม้ว่า ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์จะคำนวณโดยหลักการข้างต้น แต่จะอ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบเป็นหลัก ซึ่งข้อเท็จจริงนั้น โรงกลั่นต่าง ๆ จะมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่ง เช่น น้ำมันดิบเมอร์บาน จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือน้ำมันดิบอาระเบียน ไลท์ จากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งราคาจะสูงกว่าน้ำมันดิบดูไบ

โดยผู้ขายจะบวกค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) หรือส่วนต่างราคาน้ำมันดิบที่เราซื้อจริงกับราคาน้ำมันดิบดูไบเข้าไปในสูตรราคาด้วย ซึ่งในระยะนี้ เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบอยู่ในภาวะตึงตัวจึงทำให้ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปกติค่อนข้างมาก

ค่าการกลั่นจึงไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการโรงกลั่น เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่น ๆ อีก อาทิ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าพลังงานอื่น ๆ ค่าสาธารณูปโภค ค่าบำรุงรักษาโรงกลั่น ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยลักษณะและสภาพธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นจึงมีการเข้าทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปล่วงหน้าเพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง เมื่อเห็นว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปล่วงหน้ามีความเหมาะสม

ดังนั้น เมื่อราคาปรับสูงขึ้นเกินกว่าราคาที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า นอกจากผู้ประกอบการจะไม่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันสำเร็จรูป ที่ปรับเพิ่มขึ้นมากนักแล้ว ยังต้องบันทึกการขาดทุนจากการเข้าทำสัญญาดังกล่าวด้วย

การสรุปว่าเมื่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มสูงขึ้นมากเทียบกับวัตถุดิบแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นมีกำไรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนนั้น จึงเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

ค่ากลั่นน้ำมัน

โรงกลั่นไม่ได้เป็นผู้กำหนดค่าการกลั่น

ผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นไม่ได้เป็นผู้กำหนด “ค่าการกลั่น” และไม่สามารถกำหนดค่าการกลั่นได้ เนื่องจาก “ค่าการกลั่น” ขึ้นอยู่กับอุปสงค์ และอุปทาน ของตลาดน้ำมันดิบ และตลาดน้ำมันสำเร็จรูปเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นระดับราคาน้ำมันแต่ละชนิดในแต่ละช่วงเวลา

เห็นได้จากในอดีตที่โรงกลั่นต้องแบกรับภาระขาดทุนในบางช่วงเวลา หากไม่นับรวมกำไรจากธุรกิจอื่น ๆ ในกลุ่ม เนื่องจากค่าการกลั่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เช่น ในช่วงปี 2563-2564 ที่เกิดวิกฤติการณ์โควิด-19 และมีความต้องการใช้น้ำมันน้อยลงมาก

การพิจารณาค่าการกลั่นควรใช้ค่าเฉลี่ยระยะยาว เนื่องจากธุรกิจการกลั่นมีลักษณะเป็นวัฏจักรขึ้น-ลง

โดยปกติค่าการกลั่นเฉลี่ยรายเดือน หรือ รายไตรมาสก็ตาม จะมีความผันผวนขึ้นลงได้มาก ดังนั้น การนำค่าการกลั่นเฉลี่ยระยะสั้นมาพิจารณาว่า โรงกลั่นมีกำไรมากเกินควร จึงไม่ถูกต้อง หากนำค่าการกลั่นเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 จนถึงเดือนธันวาคม 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์โควิด-19 และโรงกลั่นประสบภาวะขาดทุนซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.30 บาทต่อลิตร มาเฉลี่ยรวมกับช่วงต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่วิกฤติการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

แต่กลับมีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ค่าการกลั่นอยู่ที่ 2.80 บาทต่อลิตร จะพบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยรวมตลอดช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 0.70 บาทต่อลิตร ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนวิกฤติการณ์โควิด-19 ทั้งที่โรงกลั่นมีภาระการลงทุนในโครงการต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงกลั่น และเพิ่มคุณภาพน้ำมันให้เป็นมาตรฐานยูโร 5 ตามกฎหมาย

ตลาดการค้าน้ำมันเป็นกลไกการค้าเสรี

ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกับ ทองคำ น้ำตาล ข้าวโพด ฯลฯ จึงต้องมีการอ้างอิงตลาดที่มีความน่าเชื่อถือ มีผู้ซื้อ/ผู้ขายจำนวนมาก และปริมาณการซื้อขายในระดับสูง ซึ่งยากต่อการแทรกแซงราคา และเป็นราคาที่สะท้อนอุปสงค์ และอุปทานน้ำมันที่แท้จริง ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ “ตลาดสิงคโปร์” เนื่องจากโรงกลั่นของสิงคโปร์ เป็นการกลั่นเพื่อส่งออก ทำให้ราคาในตลาดสิงคโปร์จะสะท้อนราคาส่งออกที่แท้จริง

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา ดังนั้น หากมีการกำหนดราคาในประเทศใดประเทศหนึ่งแตกต่างจากตลาดอื่นอย่างมาก ซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกของตลาดเสรี ก็จะทำให้เกิดการไหลเข้าหรือออกของผลิตภัณฑ์น้ำมันจากตลาดอื่นตามมา

นายวิรัตน์ กล่าวเสริมว่า ไทยออยล์ยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยวิธีการดำเนินการที่เหมาะสม ภายใต้หลักของกฎหมาย และการค้าเสรี เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นทุกราย ต่างเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีหน้าที่ต้องดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้นด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม