Economics

จับตา!! คลังจ่อปรับเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่ หลังน้ำมันแพง-เงินเฟ้อพุ่งกดดัน

จับตา!! “กระทรวงการคลัง” จ่อปรับเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่ จากปัจจุบันคาดขยายตัวที่ 3.5% หลังน้ำมันแพง-เงินเฟ้อพุ่งกดดัน มั่นใจจัดเก็บรายได้ปีงบ 2565 ยังฉลุยตามเป้าหมายที่ 2.4 ล้านล้านบาท

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคม 2565 กระทรวงการคลังเตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2565 ใหม่ จากปัจจุบันคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 3.5% โดยต้องมีการพิจารณาในหลาย ๆ ปัจจัย เพราะมีเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงไป อาทิ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ 0.75% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50-1.75% ทำให้มีส่วนต่างกับอัตราดอกเบี้ยไทยค่อนข้างมาก อาจส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกบ้าง แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะหนึ่ง พอทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อย การไหลเข้า-ออกของเงินทุนก็จะเป็นปกติ

คลัง 1766511

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ล้วนมีผลต่อกำลังซื้อ ต่างก็เป็นปัจจัยที่ต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดทั้งหมด

สำหรับปัจจัยลบที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากที่สุดในขณะนี้ คงเป็นเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในการพิจารณา รวมถึงภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 64-เม.ย. 65) จัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายถึง 4.5 หมื่นล้านบาท แต่ก็ต้องเอาเรื่องการสูญเสียรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเดือนละ 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งจะทำให้รายได้หายไปเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท รวม 2 เดือน กว่า 2 หมื่นล้านบาทเข้ามาพิจารณาด้วย แต่ยังมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2565 จะเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่ 2.4 ล้านล้านบาท ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อก็ต้องดูว่ามีผลกระทบต่อภาคการคลังหรือไม่ อย่างไร

พรชัย ฐีระเวช 25465
นายพรชัย ฐีระเวช

“ตอนนี้หลายหน่วยงานมองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 3-3.5% ต่อปี โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปีนี้เป็น 3.3% จากเดิมที่ 3.2% ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ อยู่ที่ 3% กระทรวงการคลังที่ 3.5% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อยู่ที่ 3% ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายพรชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน ก็มีปัจจัยบวกที่สนับสนุนศักยภาพเศรษฐกิจของไทย เช่น ทุนสำรองของประเทศที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศ ขณะที่หนี้ต่างประเทศระยะสั้นมีไม่มากนัก เหล่านี้เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านภาคการเงินและการคลัง

กระทรวงคลัง28164 e1623732039178

นายพรชัย กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า สภาพัฒน์ จะเสนอชุดมาตรการในการบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลทำให้ราคาสินค้า และค่าครองชีพปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยมาตรการที่เกี่ยวกับการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงานเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่กระทรวงการคลังจะมีการเสนอมาตรการสนับสนุนการจัดประชุม สัมมนา และอีเว้นท์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม สัมมนา และอีเว้นท์มาหักลดหย่อนได้

โดยหากเป็นการจัดประชุม สัมมนา และอีเว้นท์ ในจัดหวัดหลักสามารถนำรายได้มาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า และหากเป็นการจัดในจังหวัดรอง สามารถนำรายได้มาลดหย่อยภาษีได้ 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในปีงบประมาณ 2566 จำนวนไม่มาก หลักร้อยล้านบาทเท่านั้น แต่ในทางกลับกันจะช่วยกระตุ้นและกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีพื้นที่ในการทำธุรกิจได้มากขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม