ดูหนังออนไลน์
Economics

YLG วิเคราะห์ราคาทองคำปีนี้ ชี้หากเฟดลด QE กระทบราคาทองแน่นอน!!

YLG วิเคราะห์ราคาทองคำปีนี้ ชี้หากเฟดลด QE กระทบราคาทองแน่นอนแต่อาจจะไม่มากเท่าปี 2556 เหตุปีนี้มีปัจจัยพยุงทั้งดีมานด์จีน – อินเดียฟื้น เงินเฟ้อยังสูง

วายแอลจี วิเคราะห์ทิศทางทองคำหากปีนี้ เฟดลดวงเงินทำ QE มองเกิดผลกระทบเชิงลบ แต่อาจไม่หนักเท่าปี 2556 เหตุปีนี้มี 3 ปัจจัยบวกสำคัญหนุนราคาทองคำในระยะยาว ทั้งปริมาณเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงิน และการคลังยังอยู่ในระบบมหาศาลบั่นทอนแนวโน้มดอลลาร์ ความต้องการทองคำจากจีน-อินเดียฟื้นตัวตามสัญญาณเศรษฐกิจ รวมถึงเงินเฟ้อยังสูงส่งผลนักลงทุนบางส่วนซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง พร้อมยกข้อมูลปี 2556 ช่วงเฟดลด QE พบราคาทองคำจะตอบสนองในเชิงลบมากสุดก่อนเฟดออกนโยบาย และปรับขึ้นอีกครั้งหลังเฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก

YLG

ระยะยาวสัญญาณยังดูดี

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาด TFEX เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของทิศทางทองคำในช่วงนี้ยังเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวในระยะสั้น และพักฐานในระยะกลาง แต่ในระยะยาวสัญญาณยังดูดี

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวขึ้นลงสลับกันไป โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรอดูทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีการปรับลดวงเงินการทำ QE ภายในปีนี้หรือไม่ อย่างไรก็ดีเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2556 ซึ่งในปีนั้นเฟดได้ทำการประกาศลดการทำ QE ส่งผลให้ราคาทองคำในปีนั้น ปรับตัวลดลงถึง 28%

YLG

ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของทองคำจากการลดวงเงิน QE ในปี 2556 นั้นจะมีจุดที่น่าสนใจ 3 ข้อ ดังนี้

  1. ราคาทองคำจะตอบสนองในเชิงลบต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟดมากที่สุดในช่วงก่อนที่เฟดจะดำเนินการลด QE จริง
  2. ราคาทองคำยังปรับตัวลงต่อในช่วงที่เฟดเริ่มลด QE ครั้งแรกไปจนถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก แต่การตอบสนองเชิงลบไม่มากเท่าระยะแรก และราคามีการปรับตัวลงทำระดับต่ำสุดในเดือนที่เฟดเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก
  3. ราคาทองคำเริ่มยกฐานขึ้นนับตั้งแต่เฟดเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2558

อย่างไรก็ตาม หากเฟดมีการปรับลดวงเงิน QE ในปีนี้มองว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งปี 2556 เนื่องจากปัจจุบันราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามนโยบายเฟดอย่างเดียว แต่มาจากปัจจัยที่มากขึ้น และในปีนี้ก็ยังมี

ปัจจัยบวกที่น่าสนใจ 3 ข้อ ได้แก่

  1. แม้เฟดจะประกาศลดวงเงิน QE แต่ปริมาณเงินมหาศาลที่ทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลสหรัฐอัดฉีดเข้าไปในระบบจะยังไม่หายไปทันที ซึ่งจะส่งผลให้การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในกรอบจำกัด
  2. ความต้องการทองคำที่เริ่มฟื้นตัวจากจีนและอินเดีย ซึ่งจีนเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอินเดียเองก็เริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทำให้ความต้องการทองคำกลับมาอยู่ในระดับสูง
  3. อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนยังคงเข้าซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง

YLG

ดังนั้น มองว่า หากเฟดปรับลด QE จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่มากเท่าปี 2556 ส่วนคำแนะนำนักลงทุนนั้น ในระยะสั้น ระยะกลาง ยังสามารถทำกำไรตามรอบ โดยอาศัยการดูแนวรับแนวต้าน

ในระยะสั้นมองแนวรับสำคัญที่ 1,775-1,773 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือ 27,500 บาท แนวรับนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก หากหลุดควรตัดขาดทุน แล้วรอซื้อในแนวรับที่ต่ำกว่าเพราะถ้าหลุดแนวรับนี้ราคาทองคำจะพักฐานที่ลึกมากขึ้น ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 1,809-1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าผ่านได้สามารถเข้าซื้อเพื่อทำกำไรได้ และหากดีดตัวขึ้นไปแนะนำให้ขายทำกำไรออกไปก่อน สำหรับแนวต้านสำคัญมองที่ 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าผ่านได้ถึงจะเป็นสัญญาณที่ดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Siree Osiri OHO BANGKOK