ดูหนังออนไลน์
Economics

สายหวานสบายใจได้!! ต.ค.นี้ ภาษีความหวาน…ยังไม่เพิ่ม

สายหวานสบายใจได้!! ต.ค.นี้ ภาษีความหวาน…ยังไม่เพิ่ม “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้แม้เลื่อนจัดเก็บภาษีสรรพสามิตความหวาน ก็ไม่ช่วยกระตุ้นมูลค่าตลาดเครื่องดื่มในปีนี้ ให้กลับมาเติบโตได้มากนัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในระยะที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีการแข่งขันเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการบริหารจัดการของธุรกิจ ประกอบกับการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกที่ยังไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดระลอกเมษายน 2564 ในไทย ส่งผลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวและการลดทำกิจกรรมนอกบ้าน ยิ่งซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเพิ่มยอดขายปีนี้

ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในภาพรวม ยังคงไม่ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปี 2564 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 4.49 แสนล้านบาท หดตัวเล็กน้อยที่ 0.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

​ทั้งนี้ การเลื่อนจัดเก็บภาษีสรรพสามิตความหวาน ตามประเภทเครื่องดื่มระยะที่ 3 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ออกไป 1 ปี และจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 แทน และเลื่อนการจัดเก็บภาษีระยะที่ 4 ไปบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ทำให้ปีนี้ ผู้ประกอบการยังถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเดิม แต่อาจไม่ช่วยกระตุ้นมูลค่าตลาดเครื่องดื่มในปี 2564 ให้กลับมาเติบโตได้มากนัก

เนื่องจากผู้ประกอบการได้ปรับตัวเพื่อรองรับอัตราภาษีใหม่ไปแล้ว แต่มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต้องรับมือ กับยอดขายที่ลดลงในช่วงนี้ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม และน้ำผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาล/สารทำให้หวานสูง ​

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพเพียงพอ อาจอาศัยโอกาสในช่วงที่ชะลอการเพิ่มอัตราภาษีนี้ ปรับสูตรสินค้าและพัฒนากระบวนการผลิต สำหรับรองรับการจัดเก็บภาษีความหวานเครื่องดื่มในระยะต่อไป ซึ่งจะปรับเพิ่มขึ้นแบบอัตราขั้นบันไดเพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ภาครัฐ จะเลื่อนการจัดเก็บภาษีดังกล่าวออกไป แต่ธุรกิจยังมีโจทย์เฉพาะหน้าที่กระตุ้นให้ต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยกดดันด้านกำลังซื้อ ซึ่งบางส่วนสะท้อนได้จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ มีแนวโน้มลดความถี่ในการบริโภคเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ลง (ไม่รวมน้ำดื่ม) จากปี 2556 รวมถึงแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพ เลือกบริโภคเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เครื่องดื่มหวานน้อย เครื่องดื่มให้พลังงานต่ำ เป็นต้น

ในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ยังต้องติดตามความคืบหน้าการจัดเก็บภาษีเพื่อสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต อาทิ ภาษีเบียร์ 0% ภาษีเครื่องดื่มชนิดใหม่ อย่างเครื่องดื่มจากกัญชง หรือภาษีไขมันที่มีการจัดเก็บในต่างประเทศ

อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องไปกับความตระหนักเรื่องความยั่งยืนของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาระบบเรียกคืน/ลดขยะบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค เพื่อขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว​

อ่านข่าวเพิ่มเติม