ดูหนังออนไลน์
Business

หวั่นโควิดระลอก 3 กระทบหนัก! ฉุดยอดขายรถยนต์ทั้งปีติดลบ 1.5%

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” หวั่น โควิดระลอก 3 กระทบหนัก! ฉุดยอดขายรถยนต์ทั้งปี 2564 ติดลบ 1.5% แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นหนุนผลผลิตรถโตได้ไม่น้อยกว่า 1.8 ล้านคัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า การกลับมาระบาดอีกครั้งในรอบที่ 3 ของโควิด-19 ในไทย แม้จะไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ แต่มุมมองของประชาชน ต่อการระบาดในครั้งใหม่ ที่ส่งผลให้มียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากกว่าการระบาดในทุกครั้งนี้ ยังผลทางจิตวิทยาให้เกิดความกังวลต่อรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และกระทบต่อการบริโภคในกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตามมา

โดยตลาดรถยนต์ เป็นอีกกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูง รวมถึงมีผลผูกมัดด้านค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ที่เกิดขึ้นย่อมมีผลไม่เพียงการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ ของตัวผู้บริโภคเองที่จะลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจอนุมัติให้สินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทผู้ให้สินเชื่อที่จะระมัดระวังมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคต

โควิดระลอก 3

ผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศ จะเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่า การระบาดของโควิด-19 จะหนักที่สุด ก่อนที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศจะได้รับวัคซีน แต่ทว่าเมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำมากในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ที่ทำได้เพียง 128,576 คัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จากสถานการณ์ในไตรมาส 2 ปีนี้ที่การประกาศใช้มาตรการมีความผ่อนคลายกว่าปีก่อนพอควร ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายจังหวัดจึงยังคงดำเนินต่อไปได้ มีผลให้ยอดขายรถยนต์โดยรวมไตรมาส 2 ปี 2564 อาจทำได้ 150,000 – 155,000 คัน ขยายตัวสูงขึ้นถึง 16.7% – 20.6% (YoY) แม้เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ทำยอดขายได้ 189,093 คัน อาจหดตัวในระดับ -18.0% ถึง -20.7% (QoQ) ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผลกระทบของโควิด-19 เองแล้ว ยังมีประเด็นที่ค่ายรถยนต์บางค่าย ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนชิ้นส่วน โดยเฉพาะชิปอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ทั่วโลกด้วย จึงมีผลทำให้การผลิตรถยนต์ในบางรุ่น สำหรับค่ายที่ไม่ได้สต๊อกชิ้นส่วนดังกล่าวไว้ล่วงหน้า ส่งมอบล่าช้าออกไปกว่าที่ควร อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตชิปหลักให้กับค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ในไทย มีแนวโน้มที่จะกลับมาส่งมอบให้ได้ตามปกติในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลงไปได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองสถานการณ์ตลาดรถยนต์ช่วงครึ่งหลัง แม้จะทยอยฟื้นตัวหลังคลี่คลายจากทั้งปัญหาโควิด-19 และการขาดแคลนชิ้นส่วนลงบ้าง แต่กำลังซื้อที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องการกระจายวัคซีน จึงคาดว่ายอดขายรถยนต์รวมปี 2564 นี้ อาจแกว่งอยู่ระหว่าง -1.5% ถึง 3.5% (YoY)

อย่างไรก็ตาม มองว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศ มีแนวโน้มจะฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป ภายหลังจากการกระจายวัคซีนคาดว่า จะทำได้มากขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทยอยผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้ตามลำดับ ประกอบกับสถานการณ์การขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ ที่น่าจะกลับมาปกติได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า รถยนต์ในประเทศไตรมาส 3 จะขายได้ 195,000 ถึง 212,000 คัน หรือขยายตัวถึง 27.9% – 39.0% (QoQ) จากไตรมาส 2 และในไตรมาส 4 มีโอกาสที่ยอดขายรถยนต์จะขยับสูงขึ้นต่อเนื่องไปอยู่ที่ 246,000 ถึง 264,000 คัน หรือขยายตัวถึง 20.9% ถึง 29.7% (QoQ) จากไตรมาส 3

ทั้งนี้ แม้ว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศทั้ง 2 ไตรมาสจะทยอยปรับตัวดีขึ้น แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในรอบนี้ ที่จะฟื้นสู่ระดับปกติก่อนการระบาดในรอบ 2 และ 3 นั้นยังอาจต้องขึ้นกับตัวแปรสำคัญ คือ การเร่งปูพรมฉีดวัคซีนให้กระจายอย่างทั่วถึงโดยเร็ว ซึ่งส่งผลให้ต่อทิศทางกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศทั้งปี 2564 น่าจะทำได้ระหว่าง 780,000 ถึง 820,000 คัน หรืออยู่ระหว่าง -1.5% ถึง 3.5% (YoY)

ในบรรดาประเภทรถยนต์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดนั้น ยังคงมองว่า เป็นกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อหลักเป็นกลุ่มรายได้ปานกลางลงมา และได้รับผลกระทบด้านรายได้ค่อนข้างมาก ทำให้นอกจากจะมีกำลังซื้อที่ลดลงแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงในการผ่อนชำระสินเชื่อเช่าซื้อ ทำให้มีโอกาสไม่ผ่านเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อได้ง่าย

ขณะที่กลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ยังพอมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน ที่เข้ามาช่วยหนุนตลาดบ้าง ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์ที่ขยายฐานตลาดลงมาเล่นในรุ่นเล็กลงมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำตลาด น่าจะยังพอได้รับการตอบรับจากการเปลี่ยนความนิยมของผู้บริโภคมาสู่รถยนต์ประเภทนี้

ด้านรถยนต์ xEV ยังคงมีช่องให้ทำตลาดได้อีกมาก เนื่องจากฐานตลาดปัจจุบันยังน้อยมาก และปัจจุบันผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและและตอบรับต่อรถยนต์ xEV ดีขึ้นกว่าอดีต แม้ระดับความคึกคักจะลดลงบ้างจากผลของโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว คาดว่า ค่ายรถน่าจะปรับสายการผลิตเพื่อรองรับตลาดส่งออกที่กลับมาเร่งตัวดีขึ้นในปีนี้แทน ส่งผลให้การผลิตรถยนต์โดยรวมปี 2564 อาจทำได้มากกว่า 1.8 ล้านคัน

ทั้งนี้ ตรงข้ามกับตลาดในประเทศ การส่งออกรถยนต์ในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นมาก หลังประเทศคู่ค้าหลักของไทย เช่น กลุ่มประเทศโอเชียเนีย ทวีปยุโรป และบางประเทศในอาเซียน รับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีขึ้นกว่าปีก่อน ประกอบกับการที่ค่ายรถญี่ปุ่นบางค่ายปรับสายการผลิต วางไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่นเพื่อส่งออกไปประเทศต่าง ๆ รวมถึงส่งกลับญี่ปุ่น ทำให้การส่งออกรถยนต์ของไทยกลับมาฟื้นคืนขึ้น เป็นโอกาสให้ค่ายรถเพิ่มสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกขึ้นทดแทนกับตลาดในประเทศที่คาดว่า อาจจะยังไม่ฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อนได้

อย่างไรก็ตาม จากทิศทางดังกล่าว หากสถานการณ์โควิดในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักของไทยไม่กลับไปรุนแรงขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ก็มีโอกาสที่การผลิตรถยนต์รวมของไทยในปี 2564 นี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านคัน หรือขยายตัวไม่น้อยกว่า 26.0% (YoY)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team