ดูหนังออนไลน์
Business

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.ดิ่ง! ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน มกราคม 2564 โดยรวมปรับตัวต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 หวั่นโควิดระบาดระลอกใหม่

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มกราคม 2564 อยู่ที่ 47.8 จาก 50.1 ในเดือน ธันวาคม 2563 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดรอบใหม่ในประเทศ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 41.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 45.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 56.8

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการในเดือนมกราคมนี้ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่ พฤษภาคม 2563

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงย่ำแย่ จากวิกฤติโควิดในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมาก ต่อกำลังซื้อภายในประเทศ การท่องเที่ยว การส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากตลอดจนไตรมาส 1 ของปีนี้ ไปจนถึงต้นไตรมาส 2 จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะคลายตัวลง ซึ่งต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ของการควบคุมโควิด-19 ในประเทศว่าจะคลี่คลายลงได้เร็วแค่ไหน รวมติดตามว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐที่ออกมานี้จะช่วยเยียวยาผลกระทบจากโควิดรอบใหม่ให้สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด ทั้งโครงการเราชนะ, คนละครึ่ง และเรารักกัน”

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะมีขึ้นในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ล้วนมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตเป็นอย่างมาก

โดยมีปัจจัยลบ ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ที่เป็นวงกว้างและรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.5%, ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น, ผู้บริโภคกังวลว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ สศค. ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้น โดยหดตัวน้อยลงมาอยู่ที่ -6.5% จากเดิมคาด -7.7%, ภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น, การส่งออกไทยในเดือนธันวาคม 2563 เพิ่มขึ้น 3.62% และนโยบายของสหรัฐภายใต้การนำของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ จะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐผ่อนคลายมากขึ้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ม.หอการค้าไทย ยังคงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยสำหรับปีนี้ไว้ที่ 2.8% โดยขอรอดูผลจากมาตรการและโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐที่นำมาใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด ซึ่งได้มีการประเมินเบื้องต้นว่า เม็ดเงินจากโครงการเราชนะที่ 2.1 แสนล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.2% โครงการคนละครึ่ง 53,000 ล้านบาท คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.3% และโครงการเรารักกัน 40,000 ล้านบาท คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งหากรวมมาตรการทั้งหมดแล้ว จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีก 1.7%

“เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสโตได้ 2.8% แต่หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจจะช่วยดัน GDP โตได้ถึง 3.4% แต่ต้องขึ้นกับปัจจัยการเมือง ค่าเงินบาท และการกระจายวัคซีนด้วย ดังนั้นตอนนี้เราจึงยังไม่ปรับ GDP ขอรอดูสถานการณ์อีกที อาจจะมีการทบทวนอีกครั้งในเดือนมีนาคม” นายธนวรรธน์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team