
ปรากฎการณ์ Mass Urbanization หรือการที่คนจำนวนมากย้ายจากท้องถิ่นมาอาศัยในเมืองใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก ข้อมูลจากรายงานของ ” World Urbanization Prospects” ปี 2557 ระบุว่า ในปี 2543 ประชากรโลกอาศัยในเมืองสัดส่วน 46.6% แต่ในปี 2593 จะเพิ่มเป็น 66.4% เช่นเดียวกับประเทศไทยจะเพิ่มจาก 31.4% เป็น 71.8%
สาเหตุมาจากการศึกษาที่ดีขึ้น ทำให้เด็กรุ่นใหม่ต้องการอยู่ในเมืองมากกว่าในชนบท อันเนื่องจากเมืองสามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ดีกว่า ทั้งความสะดวกสบายในทุกๆด้าน รวมถึงโอกาสในการหารายได้ ประกอบกับการขนส่งที่มีประสิทธิภาพทั้งบก และทางราง
บวกด้วยปัจจัยอื่นๆ เช่น จำนวนคนเกิดใหม่น้อยลง และผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแนวคิดการพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย จนมาสู่การพัฒนาเมืองต้นแบบ ที่เรียกว่า Smart City เกิดขึ้นในหลายๆประเทศ เช่น สวีเดน เยอรมัน เกาหลี ซึ่งคอนเซปต์เดิมมุ่งความเป็นเมือง“อยู่สบาย” (Smart Living ) ต่อมาขยายเป็นเมืองที่ผนวกเรื่องเทคโนโลยีเข้าไปด้วย เช่น เป็นเมืองที่ไม่มีรถยนต์ มุ่งเน้นใช้จักรยาน หรือใช้พลังงานต่ำ ยกตัวอย่างเมืองอัจฉริยะ 5G ของเกาหลีที่อยู่ระหว่างพัฒนา
ขณะเดียวกัน ก็มีการหยิบยกเป็นหัวข้อในระดับอาเซียนที่จะผลักดัน Smart City ร่วมกันของชาติสมาชิก สำหรับประเทศไทย เสนอเมืองภูเก็ต เป็น Smart Sustainable Tourism ชลบุรีด้าน Smart Energy และ Smart ที่บางซื่อ ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางราง และพัฒนาเมืองธุรกิจ รวมถึงเมืองที่อยู่อาศัยมารองรับโดยรอบ
ส่วนคอนเซปต์จะเป็นอย่างไร คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ที่มี พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อยู่ระหว่างร่างหลักเกณฑ์
เป้าหมายเบื้องต้น Smart City จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนใน 6 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย ด้านความปลอดภัย (Smart Living) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Smart Energy & Environment) ด้านคมนาคมขนส่ง (Smart Mobility) ด้านการศึกษาและความเท่าเทียมกันในสังคม (Smart People) ด้านความสะดวกในการทำธุรกิจ (Smart Economy) และด้านบริการจากภาครัฐ (Smart Governance)
หากผ่านทั้ง 6 ด้านจึงจะเข้าสู่ช่องทางการได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และทำได้ทั้งรัฐและเอกชน เพียงแต่หากทำโดยหน่วยงานรัฐจะไม่มีการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ภายใต้คณะกรรมการชุดใหญ่ มีการตั้งคณะอนุกรรมการที่เรียกว่า Project management committee หรือ PMC ดูแลแต่ละพื้นที่ ในส่วนของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC ) มี นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานนอกเหนือจากการเป็นกรรมการขับเคลื่อนฯ ทำให้เขาเห็นภาพรวมของเส้นทางการพัฒนา Smart City ในประเทศไทย

รอพิมพ์เขียว Smart City ก่อนเปิดทางพัฒนา
เขา เล่าว่า ในส่วนของพื้นที่ EEC ที่ตนดูแลอยู่นั้น จะนำเสนอหลักเกณฑ์การเป็น Smart City สู่คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในวันที่ 27 กันยายนนี้ เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะประกาศเชิญชวนให้หน่วยงาน และองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงท้องถิ่นพัฒนา “เมืองสาธิต เมืองต้นแบบ เมืองตัวอย่าง” เป็น Smart City ในพื้นที่ดังกล่าว
“ในบรรดา 6 เกณฑ์แล้ว พื้นฐานการเป็น Smart City จะต้องเป็น Smart living และ Smart environment หมายถึงต้องเป็นเมืองที่ผู้คนอยู่แล้วปลอดภัย และมีความสุข รวมถึงเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”
นายไพรินทร์ ระบุว่า หลังจากประกาศหลักเกณฑ์แล้ว จะเปิดเชิญชวนให้มีการเสนอโครงการ Smart City เข้ามา โดย PMC ที่รับผิดชอบแต่ละพื้นที่จะทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการ และเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนฯอนุมัติ เหมือนให้ตราประทับ และขึ้นทะเบียนเป็น Smart City จากนั้นจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ต่อไป
สำหรับโครงการ Smart City ที่จะเป็นรูปธรรมในอีกไม่นาน ก็คือ Smart City ที่บางซื่อ จะแล้วเสร็จใน 2 ปี ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency ) หรือ ไจก้า มาช่วยศึกษา
นอกจากนี้ ยังมี Smart City ที่บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างพัฒนาที่จังหวัดชลบุรี รวมถึงพื้นที่ศรีราชา ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะด้านไอที และจังหวัดภูเก็ต รวมถึงที่วังจันทร์วัลเล่ย์ จังหวัดระยอง
Smart City นอกจากต้องอยู่สบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว เป็นเมืองที่มีขนาดเหมาะสมไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป
หลักเกณฑ์เบื้องต้นของการเป็น Smart City นอกจากต้องอยู่สบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว เป็นเมืองที่มีขนาดเหมาะสมไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป โดยรัฐบาลเปิดกว้างทุกไอเดีย เช่น นิคมอุตสาหกรรมอาจเสนอโครงการ Smart City ในนิคมฯ ที่มีคอนเซปต์ไม่มีไฟแดง ไม่มีรถติด และใช้พลังงานต่ำ เป็นต้น และพัฒนาได้ทั้งเมืองเกิดใหม่ และเมืองเก่าที่มีอยู่แล้ว

Smart City คือทางเลือกที่ดีกว่า
นายไพรินทร์ ย้ำว่า Smart City คือ ทางเลือกที่ดีกว่า เพราะหากไม่ทำอะไรเลย สภาพของเมืองจะแย่ลง เขา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า เมืองที่เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมที่แข่งกันแบ่งจำนวนนห้องให้ได้มากที่สุด คนอยู่อาศัยไม่ต่างจาก”นก”
“เราจะอยู่กันอย่างนี้หรือ Smart City จึงเป็นทางเลือกให้เกิดการพัฒนาเมืองแบบใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม เช่น อาจเป็นคอนโดมิเนียมที่ไม่ใช่อาคารสูง และเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว หรือหมู่บ้านจัดสรรที่ไม่มีรถขับในหมู่บ้าน มีความปลอดภัย มีระบบบริการทางการแพทย์รองรับ เป็นต้น ”
นายไพรินทร์ ย้ำว่า Smart City ต้องทำให้เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่โมเดล เพื่อเป็นเมืองต้นแบบ เมืองตัวอย่าง เมืองสาธิต ที่พื้นที่อื่นๆจะมาดูงาน และนำไปปรับใช้
ตอนนี้ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ในอาเซียน และทั่วโลกต่างนำคอนเซปต์ Smart City ไปใช้ในในการพัฒนาเมืองอย่างกว้างขวาง เพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกับตอบโจทย์ “การอยู่สบาย” ทำให้คนอาศัยอย่างมีความสุข