“วรภัค” ส่องกลยุทธ์จีน China Shock 2.0: เมื่อจีนไม่ได้แค่ส่งออกสินค้า แต่กำลังบีบพื้นที่การเติบโตของอุตสาหกรรมโลก
นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (อดีต รมช.คลัง) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า China Shock 2.0: เมื่อจีนไม่ได้แค่ส่งออกสินค้า แต่กำลังบีบพื้นที่การเติบโตของอุตสาหกรรมโลก

ในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญสิ่งที่เรียกว่า China shock มาแล้วรอบหนึ่ง นั่นคือคลื่นสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้าสหรัฐและยุโรป หลังจีนผนวกเข้าสู่ระบบการค้าโลกเต็มตัว ส่งผลให้โรงงานจำนวนมากในโลกตะวันตกทยอยปิดตัว งานภาคการผลิตหายไป และแรงสะเทือนทางเศรษฐกิจค่อย ๆ แปรรูปเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองในเวลาต่อมา
แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการกลับมาของ China shock ในเวอร์ชันใหม่ หากเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์บางคนเริ่มเรียกว่า China shock 2.0 หรือหนักกว่านั้นคือ China squeeze ภาวะที่ขนาดมหึมาของภาคการผลิตจีนไม่ได้แค่แข่งขันกับประเทศอื่น แต่กำลัง บีบพื้นที่ ให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโอกาสน้อยลงในการไต่ขึ้นห่วงโซ่มูลค่าโลก
ประ
เด็นสำคัญคือ จีนในวันนี้ไม่ได้แข่งเพียงสินค้าราคาถูกแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังรุกทั้ง สินค้าระดับล่างและสินค้าระดับสูงพร้อมกัน ตั้งแต่รองเท้า เสื้อผ้า พลาสติก ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ โซลาร์ เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ
ดังนั้น คำถามของโลกในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า สินค้าจีนจะถูกแค่ไหน
แต่คือ ประเทศอื่นจะยังมีพื้นที่เหลือพอให้สร้างอุตสาหกรรมของตัวเองหรือไม่
จาก China Shock สู่ China Squeeze
ถ้ามองย้อนกลับไป China shock รอบแรกคือ การที่จีนเข้ามาแทรกตัวในอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น ใช้แรงงานต้นทุนต่ำ ขนาดการผลิตใหญ่ และเครือข่ายส่งออกที่ขยายตัวรวดเร็ว จนผู้ผลิตในประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน
แต่รอบนี้ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนไม่ได้กำลังแย่งเพียงฐานการผลิตแบบเดิม หากกำลังรุกเข้าไปใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ต่างหวังจะใช้เป็นเครื่องยนต์ของการเติบโตในระยะยาว
ในอี
กความหมายหนึ่ง China shock 2.0 คือ การที่จีนเริ่มแข่งขันในพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็น บันไดขั้นต่อไป ของประเทศกำลังพัฒนา หากบันไดขั้นนั้นถูกยึดครองไปก่อนแล้ว ประเทศที่กำลังพยายามไต่ขึ้นก็อาจไม่มีโอกาสเติบโตแบบที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้แต่จีนเองเคยทำได้ในอดีต
นี่คือเหตุผลที่คำว่า flying geese paradigm หรือแนวคิด ฝูงห่านบิน ถูกนำกลับมาถกเถียงอีกครั้ง แนวคิดนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจเอเชียสามารถไต่ระดับการพัฒนาได้แบบต่อเนื่อง คือประเทศที่พัฒนากว่าเคลื่อนขึ้นสู่อุตสาหกรรมที่ซับซ้อนขึ้น ส่วนประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่าก็รับช่วงอุตสาหกรรมเดิมต่อไปเรื่อย ๆ
แต่ในโลกปัจจุบัน ปัญหาคือ จีนมีขนาดใหญ่มากเสียจน ไม่ได้เป็นห่านตัวนำเพียงตัวเดียว แต่เหมือนเป็นทั้งฝูงในตัวเอง จีนครอบคลุมทั้งสินค้าระดับล่าง กลาง และสูง จนทำให้ประเทศอื่นอาจไม่มีพื้นที่ให้ บินตาม เหมือนในอดีต

กลไกของแรงบีบรอบใหม่
China shock 2.0 ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับกันของหลายแรงกดดัน
แรงแรกคือ กำลังการผลิตส่วนเกิน จากการอัดฉีดนโยบายอุตสาหกรรม การสนับสนุนด้านเงินทุน และการสร้างกำลังผลิตขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน
แรงที่สองคือ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง โดยเฉพาะอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงกว่าที่กำลังการผลิตรองรับ
แรงที่สามคือ การแข่งขันภายในจีนเองที่รุนแรงมาก จนบริษัทต้องหั่นราคาเพื่อเอาตัวรอด
แรงที่สี่คือ แรงจูงใจในการระบายสินค้าออกสู่ต่างประเทศ เมื่อในประเทศแข่งขันกันจน margin บางลงเรื่อย ๆ
เมื่อปัจจัยเหล่านี้รวมกัน ผลลัพธ์ก็คือ สินค้าจีนจำนวนมหาศาลทั้งในกลุ่ม low-tech และ high-tech ไหลออกสู่ตลาดโลกพร้อมกัน ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศอื่นไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันเชิงต้นทุน แต่เผชิญการแข่งขันจากระบบอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ที่มีทั้ง scale, supply chain, technology base และแรงสนับสนุนจากรัฐอยู่เบื้องหลัง
อาเซียน: จากผู้รับอานิสงส์ สู่ผู้ถูกบีบสองด้าน
สิ่งที่น่าสนใจมากจากข้อมูลล่าสุดคือ อาเซียนไม่ได้เผชิญ China shock แบบเดียวกับสหรัฐหรือยุโรป หากกำลังเผชิญภาวะที่เรียกได้ว่า ถูกบีบพร้อมกันสองด้าน
ด้านแรก อาเซียนพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะแหล่ง วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และสินค้าทุน ซึ่งช่วยให้การผลิตในภูมิภาคแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก
แต่อีกด้านหนึ่ง สินค้าสำเร็จรูปจากจีนก็ไหลเข้ามาตีตลาดภายในประเทศอาเซียนในหลายเซกเตอร์ ตั้งแต่รองเท้า เสื้อผ้า พลาสติก ไปจนถึง EV แบตเตอรี่ และโซลาร์
ผลจึงออกมาในลักษณะที่ย้อนแย้งอย่างยิ่ง คือ อาเซียนได้ประโยชน์จากจีนในฐานะ supplier แต่เสียประโยชน์จากจีนในฐานะ competitor
นี่ทำให้ประเทศในภูมิภาคตกอยู่ในภาวะลำบากเชิงนโยบาย เพราะหากเปิดรับสินค้าจีนเต็มที่ ผู้บริโภคและนักลงทุนอาจได้ของถูก แต่ผู้ผลิตในประเทศอาจถูกบั่นทอนจนไม่สามารถเติบโตขึ้นไปอีกขั้นได้
ในทางกลับกัน หากปิดตลาดหรือใช้มาตรการเข้มเกินไป ก็เสี่ยงกระทบต้นทุนการผลิต ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการลงทุนจากจีนที่ยังมีความสำคัญมากต่อภูมิภาค
ตัวอย่างที่สะท้อนแรงกดดันจริงในภูมิภาค
การพูดถึง China shock 2.0 จะมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อมองผ่านกรณีจริง
ในมาเลเซีย โรงงาน MPI Polyester Industries ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิต PET รายสำคัญต้องยุติธุรกิจพลาสติก หลังเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าที่ราคาต่ำมากจน margin หายไป แม้ภาครัฐจะมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดบางส่วนแล้วก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนว่าต่อให้รัฐบาลเริ่มปกป้องอุตสาหกรรม แต่หากแรงกดดันจากสินค้าจีนยังแรงมาก มาตรการเชิงรับอาจไม่เพียงพอ
ในอินโดนีเซีย ผลกระทบเห็นชัดในภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ โรงงานจำนวนมากปิดตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีการสูญเสียงานในระดับสูง ปรากฏการณ์นี้คล้ายสิ่งที่โลกตะวันตกเคยเผชิญใน China shock รอบแรก เพียงแต่ครั้งนี้เกิดในตลาดเกิดใหม่ด้วยกันเอง
ในเวียดนาม แม้จะเป็นหนึ่งในผู้รับประโยชน์จากการย้ายฐานผลิตออกจากจีน แต่ก็ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนในสัดส่วนสูงมาก ความหมายก็คือ เวียดนามอาจได้โรงงาน ได้การจ้างงาน และได้บทบาทใน supply chain โลกมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาระบบอุตสาหกรรมจีนได้จริง
นี่จึงเป็นสาระสำคัญของ China squeeze
จีนไม่ได้แค่ตีตลาดปลายทาง แต่กำลังครอบงำ ทั้ง input และ output ของระบบการผลิตในภูมิภาค

อุตสาหกรรมระดับสูงก็ไม่รอด
หากปัญหานี้จำกัดอยู่แค่รองเท้า เสื้อผ้า หรือพลาสติก หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการแข่งกันตามปกติของตลาดโลก
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือจีนกำลังรุกอย่างหนักในอุตสาหกรรมที่ประเทศอาเซียนหวังใช้เป็นบันไดขึ้นสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็น EV, แบตเตอรี่, โซลาร์, อิเล็กทรอนิกส์, data center, digital infrastructure ล้วนเป็นพื้นที่ที่จีนมีข้อได้เปรียบทั้งในด้านต้นทุน ขนาดตลาด ระบบซัพพลายเออร์ วิศวกร ทุน และความเร็วในการพัฒนา ecosystem
นั่นหมายความว่า สำหรับประเทศอย่างไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ความท้าทายไม่ได้มีเพียงการปกป้องอุตสาหกรรมเก่า แต่รวมถึงคำถามที่ยากกว่าว่า
เราจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของตัวเองได้จริงหรือไม่ ในโลกที่จีนเข้ามาครองพื้นที่นั้นอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: อาเซียนอาจกลายเป็นแค่ฐานประกอบ
ประเด็นที่ลึกกว่าการขาดดุลหรือการแข่งขันด้านราคา คือความเสี่ยงที่อาเซียนจะถูกล็อกให้อยู่ในบทบาท ฐานประกอบปลายน้ำ ของระบบอุตสาหกรรมที่จีนออกแบบและควบคุมอยู่
ถ้าโรงงานใหม่ในภูมิภาคใช้เครื่องจักรจีน ชิ้นส่วนจีน วิศวกรจีน มาตรฐานจีน และแม้แต่เจ้าของโรงงานจำนวนไม่น้อยก็เป็นทุนจีนหรือเครือข่ายจีน ในระยะสั้นสิ่งนี้อาจดูเหมือนความสำเร็จของการดึงดูด FDI
แต่ในระยะยาว คำถามคือประเทศเจ้าบ้านได้อะไรนอกจากที่ดิน โรงงาน และแรงงานประกอบ
ถ้าเทคโนโลยีไม่ถ่ายทอด
ถ้าซัพพลายเออร์ท้องถิ่นไม่เติบโต
ถ้าคนในประเทศไม่ได้ขยับขึ้นเป็นนักออกแบบ นักวิจัย หรือเจ้าของมาตรฐาน
ประเทศนั้นก็อาจไม่ได้ ไต่ขึ้น value chain จริง เพียงแต่ถูกผนวกเข้าไปอยู่ใน value chain ของผู้อื่นเท่านั้น
นี่คือความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากสำหรับไทยและอาเซียน

ไทยจะอ่านเกมนี้อย่างไร?
สำหรับไทย เท่าที่ผมเคยคุยถกกันกับนักธุรกิจ หลายหลายกลุ่ม China shock 2.0 มีนัยอย่างน้อย 4 ด้าน
ด้านแรก คือ การส่งออก ไทยอาจถูกแย่งตลาดในหลายเซกเตอร์ หากสินค้าจีนเข้าไปครองตลาดโลกด้วยราคาที่ต่ำกว่าและกำลังการผลิตที่มากกว่า
ด้านที่สอง คือ อุตสาหกรรมในประเทศ ผู้ผลิตไทยจำนวนหนึ่งอาจถูกกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเฉพาะหรือแบรนด์ที่แข็งแรงพอ
ด้านที่สาม คือ โอกาสในการไต่ระดับอุตสาหกรรม เซกเตอร์ที่ไทยหวังใช้เป็น growth engine ใหม่ เช่น EV, electronics ขั้นสูง, พลังงานสะอาด และ digital infrastructure อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ไทยมีบทบาทเพียงบางส่วน ขณะที่แกนมูลค่าเพิ่มที่สำคัญยังอยู่ในมือผู้เล่นต่างชาติ
ด้านที่สี่ คือ ทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐไทย ถ้ารัฐไทยยังคิดเพียงเรื่องการดึงโรงงานเข้ามา โดยไม่ผูกกับเงื่อนไขเรื่อง supplier ไทย การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างบริษัทไทยที่แข่งขันได้จริง ไทยอาจได้เพียงภาพการลงทุนที่ดูคึกคัก แต่ไม่ได้ฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งในระยะยาว
ข้อถกเถียงที่ต้องยอมรับ
อย่างไรก็ดี การมอง China shock 2.0 แบบมีวุฒิภาวะต้องยอมรับด้วยว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้มีแต่ด้านลบ
สินค้าจีนที่ถูกลงช่วยให้ต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการผลิตในหลายประเทศลดลง ผู้บริโภคได้ประโยชน์ นักลงทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์
ประเทศที่ฉลาดพอจะใช้จีนเป็นฐานต้นทุน โดยไม่ยอมเสียอำนาจใน value chain ทั้งหมด ก็อาจยังเป็นผู้ชนะได้
ดังนั้น โจทย์จึงไม่ใช่จะ ปิดจีน หรือ ต้านจีน แต่คือจะบริหารความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างไรโดยไม่ปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศถูก hollowed out ไปเรื่อย ๆ
บทสรุป
China shock 2.0 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสินค้าจีนราคาถูก แต่คือการเปลี่ยนสมการของการพัฒนาอุตสาหกรรมในโลกกำลังพัฒนา
ในอดีต หลายประเทศในเอเชียโตได้ เพราะมีพื้นที่ให้เรียนรู้ รับช่วงการผลิต และค่อย ๆ ขยับขึ้นห่วงโซ่มูลค่า
ในโลกปัจจุบัน จีนอาจใหญ่ เร็ว และครบวงจรมากเสียจนพื้นที่นั้นแคบลงอย่างมาก
สำหรับอาเซียน โดยเฉพาะไทย ความเสี่ยงไม่ใช่แค่ แข่งขันกับจีนยากขึ้น แต่คือ อาจถูกบีบจนไม่มีโอกาสเติบโตขึ้นไปในขั้นที่สูงกว่าเดิม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า China shock 2.0 มีจริงหรือไม่
แต่คือว่า ไทยจะวางตัวเองตรงไหน ในโลกที่จีนกำลังครองทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของระบบการผลิต
ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ เราก็อาจได้ของถูก ได้โรงงานใหม่ ได้ตัวเลขการลงทุนที่สวยงามในระยะสั้น
แต่ระยะยาวอาจพบว่า ประเทศกำลังสูญเสียพื้นที่ในการสร้างอุตสาหกรรมของตัวเองทีละน้อย
และนั่นต่างหาก คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า China squeeze
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg