สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงประธานสภา กทม. ร้องทบทวนการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีเขียว ชี้เพิ่มภาระผู้บริโภคกว่า 3.8 แสนคนต่อวัน
สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือถึง วิพุธ ศรีวะอุไร ประธาน สภากรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอให้พิจารณาทบทวนประกาศการปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ของกรุงเทพมหานคร ที่จะเริ่มเรียกเก็บในอัตราใหม่ ตั้งแต่ 17-45 บาท และสูงสุด 65 บาท เมื่อเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก โดยมี เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับหนังสือแทน

เสนอ 4 ทางออกลดภาระประชาชนจากค่ารถไฟฟ้า
คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ระบุว่า การปรับราคาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายและความเดือดร้อนของผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 3.8 แสนคนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเดินทางจากพื้นที่ชานเมืองเข้ามาทำงานและศึกษาในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ
โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ยังมีการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าเดินทางของผู้บริโภคบางรายในส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นถึง 200% หรือ 3 เท่าจากค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ แม้กรุงเทพมหานครจะให้เหตุผลว่า มีหนี้คงค้างกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และต้องรับภาระจ่ายค่าจ้างเดินรถปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากค่าโดยสารส่วนต่อขยายอยู่ที่ 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี

การขึ้นราคาครั้งนี้ จะเพิ่มรายได้กรุงเทพมหานครราว 3,500-3,700 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้ดังกล่าวสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มให้ประชาชนโดยตรงซึ่งไม่เป็นธรรมในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน
นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า หาก กทม. เริ่มจัดเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางเพื่อลดค่าใช้จ่าย จากการโดยสารรถไฟฟ้าไปใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ หรือในบางส่วนอาจหันไปใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลแทน ซึ่งอาจส่งผลให้ปัญหามลพิษ การจราจรติดขัด และอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหางบประมาณเพื่ออุดหนุนและชดเชยรายจ่ายส่วนนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน
คงศักดิ์ ย้ำว่า การให้บริการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกลไกราคา ผลตอบแทนทางสัญญา หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว พร้อมเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครดำเนินนโยบายด้านขนส่งสาธารณะที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว 4 ประการ ได้แก่
1. ขอให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเรียกประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อเสนอญัตติด่วนให้ทบทวนและชะลอมาตรการปรับราคาค่าโดยสาร และรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้ใช้บริการ จนกว่าจะเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟังอย่างโปร่งใส
2. ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางขอรับงบประมาณอุดหนุนรายปีจากรัฐบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารและการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ที่จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครสามารถให้บริการในอัตราที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
3. ขอให้สภากรุงเทพมหานครเสนอให้สนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างสัญญาจ้างเดินรถและหนี้สินกับเอกชน เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้บริโภค และทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีอัตรารวมไม่เกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางสังคม ก่อนการปรับราคา โดยให้ผลการประเมินต้องผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครก่อนประกาศใช้
4. ขอให้สภากรุงเทพมหานครสนับสนุนแนวทางการเจรจาพักชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินกับกระทรวงการคลัง หรือคืนภาระหนี้ค่าก่อสร้างและกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงคมนาคม เพื่อลดภาระทางงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหากกรุงเทพมหานครรับภาระหนี้ดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาสัมปทานหลักที่จะครบอายุสัญญาในปี 2572 และทำให้มีปัญหาในอนาคตได้
ย้ำจุดยืน “ไม่แสวงหากำไร” เปิดทางให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม
ด้าน เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อรายจ่ายของประชาชนที่เกิดจากการขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวแล้ว โดยสภา กทม. มองว่า บริการสาธารณะที่ ไม่ควรแสวงหาผลกำไรจากประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สภา กทม. ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างเร่งด่วน สภา กทม. ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้ และจะส่งต่อไปยังคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1. คณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วนสูงสุด 2. คณะกรรมการการจราจรและการขนส่ง เป็นคณะกรรมการเฉพาะที่ศึกษาและให้คำแนะนำด้านคมนาคมและการจราจรของกรุงเทพมหานคร รวมถึงจะประสานงานกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อปรึกษาหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
สภา กทม. จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะวิสามัญฯ สายสีเขียว และพร้อมเปิดโอกาสให้ สภาผู้บริโภค รวมถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนติดตามมีส่วนร่วม โดยจะทำเรื่องเชิญสภาผู้บริโภคมาให้ข้อมูล ส่วนประเด็นที่ว่าราคาค่าโดยสารจะสามารถปรับลดลงได้หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบไม่ได้ เนื่องจากบทบาทของสภาคือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้รวดเร็วที่สุด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- กทม. แจง สาเหตุที่ต้องขึ้นค่าโดยสาร ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ ช่วงต่อขยาย
- ข่าวร้ายคนกรุง! จ่อขึ้นค่าโดยสาร ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ ส่วนต่อขยาย เริ่ม 1 พ.ย.นี้
- ‘ชัชชาติ’ จ่อปรับใหม่ โครงสร้างราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว ตลอดสายไม่เกิน 65 บาท
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- Twitter: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg