Economics

‘ธีระชัย’ ชวนคิด ‘ประชานิยม’ พระเอกหรือผู้ร้าย

“ธีระชัย” ชวนวิเคราะห์ นโยบายประชานิยม พระเอกหรือผู้ร้าย อยู่ที่เงื่อนไขการดำเนินนโยบาย ต้องไม่ก่อปัญหาวินัยการเงินการคลัง

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประชานิยม พระเอกหรือผู้ร้าย

shutterstock 1681396576
นโยบายประชานิยม

ประชานิยมเป็นนโยบายขายดี ประชาชนผู้รับผลประโยชน์ชอบ จึงเป็นพระเอก แต่มีเงื่อนไขที่ประชานิยมกลายเป็นผู้ร้าย เงื่อนไขนี้ก็คือ

ถ้าประชานิยมใช้เงินจากรายได้ของรัฐ ไม่ว่า จากการเก็บภาษีเกินรายจ่ายจึงคืนกำไรกลับไปให้ประชาชนเป็นครั้งคราว เช่น สิงคโปร์ ใต้หวัน คือเข้าลักษณะคล้ายการจ่ายปันผลคืนชาวบ้าน (return of income)

หรือจากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากคนรวย เพื่อจ่ายประชานิยมช่วยคนจน คือเข้าลักษณะเป็นการถ่ายเทรายได้ (transfer of inncome)

ทั้งสองแบบนี้ ประชานิยมเป็นพระเอก เพราะไม่สร้างปัญหาวินัยการเงินการคลัง

สำหรับประชานิยมที่เป็นพระเอก ประชาชนได้ประโยชน์ยืนยาว

ถ้าทำประชานิยมทั้งที่รายได้ของรัฐไม่พอใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพราะกลัวประชาชนจะไม่เลือกครั้งต่อไป

งบประมาณที่ขาดดุลอยู่แล้ว โครงการประชานิยมจึงทำให้ขาดดุลงบประมาณบานเบิกขึ้นไปอีก กล่าวคือ มีผลเป็นการกู้เพิ่มหนี้รัฐบาลเพื่อทำประชานิยม

แบบนี้ ประชานิยมเป็นผู้ร้าย เพราะก่อปัญหาวินัยการเงินการคลังเต็มตัว

สำหรับประชานิยมที่เป็นผู้ร้าย ประชาชนได้ประโยชน์วันนี้ แต่จะถูกเช็คบิลในวันหน้าเมื่อประเทศหนี้ท่วม ถูกลดอันดับเครดิต ขาดความน่าเชื่อถือ กลายสภาพเป็นบางประเทศในลาตินอเมริกา ที่เรียกก้นว่า banana republics

หนี้สาธารณะของไทยดับเบิ้ลในสมัยของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จาก 5 ล้านล้านบาท ทะยานขึ้นเป็น 10 ล้านล้านบาท ปัญหาหนึ่งเกิดจากในห้วงเวลานั้น ทั่วโลกเผชิญวิกฤตโควิด หลายประเทศรวมทั้งไทยใช้นโยบาย lock down

มาถึงวันนี้ มองย้อนหลังกลับไปด้วยข้อมูลอดีต บางคนอาจจะวิจารณ์ว่า นโยบาย lock down เป็นการผิดพลาด ควรจะได้ใช้วิธีเปิดให้ติดโควิดกันทั่วไปแทน เพื่อให้เกิด herd immunity แบบสวีเดน ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นกระทบต่อเศรษฐกิจจะน้อยกว่ามาก

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล1

แต่ไม่มีประโยชน์จะไปคิดแนะนำแมตช์ฟุตบอลที่จบไปแล้ว

นโยบาย lock down ทำให้หลายรัฐบาลในโลก อัดฉีดนโยบายการคลังเพื่อต่อลมหายใจให้แก่ประชาชนที่ถูกตรึงเอาไว้

ถึงแม้จำเป็นในขณะนั้น แต่ก็เป็นประชานิยมอย่างหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ ล่าสุด IMF จึงแนะให้รัฐบาลใหม่ระวังการใช้จ่าย เพราะหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 67.9% ของ GDP นั้น สูงกว่าเพื่อนบ้านร่วมอาเซียน และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 68.9% ภายในอีกสามปี

รัฐบาลใดที่มี กระสุนทางการคลัง เหลือน้อย การเลือกใช้มาตรการจึงต้องให้คุ้มค่า และคิดไตร่ตรองเรื่องประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะโลกไม่ได้มีวิกฤตแบบโควิดแล้ว

หนี้รัฐบาลนั้นเปรียบเทียบได้กับหนี้ครอบครัว ถ้ากู้มาผ่อนบ้านผ่อนรถ เป็น investment ก็จะสามารถชำระหนี้คืนได้ เพราะเป็นขบวนการสร้างทรัพย์สินที่ช่วยประหยัดค่าเช่าและค่าโดยสารแบบยั่งยืน

แต่ถ้ากู้มาเพื่อกินหรูอยู่สบาย หรือแม้แต่เพื่อแจกอย่างประหยัด เพื่อช่วยชาวบ้านเอาไปบริโภค เป็น consumption ก็จะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้

เพราะ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจเงินหมุนเวียนได้เพียงชั่วคราว 2. ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน productivity 3. ไม่ได้ลดรายจ่ายประจำวันแบบยั่งยืน cost of living 4. ไม่ได้ช่วยให้พลเมืองไทยมีความสามารถแข่งขันกับโลกสูงขึ้น competitive ability

ดังนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงควรตระหนักให้ชัดเจน ประชานิยมที่เป็นพระเอกคืออย่างไร ประชานิยมที่เป็นผู้ร้ายคืออย่างไร

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo