Economics

ส่องโฆษณาออนไลน์จีน 9 หมื่นล้านดอลลาร์โตต่อ สนค. ชี้ช่องผู้ประกอบการไทยใช้เจาะตลาดจีน

สนค. ชี้โฆษณาออนไลน์จีน 9 หมื่นล้านดอลลาร์เติบโต อีคอมเมิร์ซครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด แนะผู้ประกอบการไทยทำความเข้าใจแพลตฟอร์มเทคโนโลยี กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก่อนใช้เป็นช่องทางขยายธุรกิจในจีน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้สื่อออนไลน์ ในการทำการตลาดมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

โฆษณาออนไลน์

สำหรับการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) คือ การทำการตลาดที่ใช้ช่องทางออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย เสิร์ชเอนจิน และอีเมล ในการเข้าถึงลูกค้าอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และต้นทุนต่ำ การตลาดดิจิทัลโดยการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตหรือการโฆษณาออนไลน์ จึงช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศจีน

จากรายงานข้อมูลการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตของจีนประจำปี 2567 ที่จัดทำโดย Zhongguancun Interactive Marketing Laboratory ร่วมกับบริษัท Deloitte Management Consulting สถาบัน Miaozhen Marketing Academy และ Beijing Normal University พบว่า ในปี 2567 ตลาดโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตของจีนมีมูลค่ามากถึง 6.51 แสนล้านหยวน (หรือประมาณ 9 หมื่นล้านดอลลาร์) ขยายตัวมากถึง 13.55% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการขยายตัวของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2567 การโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 28.15% ของมูลค่าตลาดโฆษณาออนไลน์ของจีนทั้งหมด และเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็น 16.20% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากประสิทธิภาพของการโฆษณาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก โดยมีค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้น รองลงมาคือ การโฆษณาผ่านวิดีโอ มีส่วนแบ่งตลาด 18.03% และการโฆษณาผ่านกราฟิก 17.81%

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

นอกจากนี้ ตลาดโฆษณาของจีนมีการแข่งขันอย่างดุเดือดในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ โดยบริษัทสิบอันดับแรกครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบทั้งหมด (สัดส่วนรวมกัน 96.01%) โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 4 อันดับแรก ครองส่วนแบ่งการตลาดรวมสูงถึง 74% ซึ่งประกอบด้วย ByteDance (TikTok หรือ Douyin), Alibaba, Tencent, Baidu และบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดรองลงมา ได้แก่ Kuaishou, Meituan, JD, Pinduoduo, Xiaomi และ Xiaohongshu ตามลำดับ

อุตสาหกรรมที่มีการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2567 ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม มีสัดส่วนมากที่สุด 31.62% รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลส่วนบุคคล มีสัดส่วน  22.40% ขนส่ง โดยเฉพาะรถยนต์ มีสัดส่วน 12% ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล มีสัดส่วน 7.37%  และผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก มีสัดส่วน 5.53%

ทั้งนี้ จะเห็นว่า สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีนอยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย อาทิ ผลไม้สด/แช่เย็น/แช่แข็ง/แห้ง ไก่สด/แช่เย็น/แช่แข็ง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว

ในปี 2568 ตลาดโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตของจีนมีแนวโน้มเป็นที่นิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มเป้าหมายของการตลาดและการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและรายได้ของผู้บริโภค โดยในเมืองระดับ 1 (First-tier cities) ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่การพัฒนาในทุกด้านสูง (เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และเทคโนโลยี) และประชากรมีรายได้และกำลังซื้อสูง อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น กว่างโจว หางโจว เฉิงตู และชิงต่าว รวมถึงในเมืองระดับ 2 (Second-tier cities) ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของมณฑล อาทิ เซี่ยเหมิน คุนหมิง และจูไห่

ad

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต นิยมเลือกสินค้าที่มีคุณภาพสูง และต้องการสินค้าอัจฉริยะและเป็นส่วนตัวมากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่บริษัทต่าง ๆ จะกลับมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดในเมืองระดับ 1 และระดับ 2 มากขึ้น ในปี 2568 ซึ่งต่างจากในช่วงปีก่อน ๆ ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายในเมืองระดับ 3 – 5 ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่า

ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตในการทำการตลาดและส่งเสริมการขายสินค้าในจีน และความต้องการของผู้บริโภคจีน แม้ตลาดจีนจะมีการแข่งขันสูง แต่ก็มีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าศักยภาพ อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลส่วนบุคคล อีกทั้งแนวโน้มของตลาดจีน ในเมืองระดับ 1 และ 2 ซึ่งมีอำนาจซื้อสูง และมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นสินค้าพรีเมียมมากขึ้น

นับเป็นโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่ต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมรองรับ โดยพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในเมืองใหญ่ ออกแบบบรรจุภัณฑ์และเล่าเรื่องราวของสินค้าให้สอดคล้องกับแนวคิดการบริโภคของชาวจีน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตลอดจนต้องทำความเข้าใจกลไกของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายใหญ่ ที่เป็นศูนย์กลางของการโฆษณา รวมถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับโฆษณาดิจิทัลของจีน เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทยสู่ตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo