Economics

ทรัมป์เขย่าเศรษฐกิจไทย! จีดีพีส่อร่วงแรง แนะอย่าเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องกู้ระเบิดก่อน

“ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจไทย! จีดีพีส่อร่วงแรงเหลือ 1% กว่า ๆ แนะอย่าเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องกู้ระเบิดก่อน ย้ำ! เร่งเจรจา ถ้าแก้ได้เร็วผลกระทบต่อไทยก็จะลดลงได้

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่าโดนแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งติด ๆ กัน โดยแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 มองว่าไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อประเทศ เพราะความเสียหายมีจำกัด โดยผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ คาดว่า จะเป็นผลกระทบระยะสั้น

เศรษฐกิจไทย

อย่างภาคการท่องเที่ยวน่าจะเห็นผลกระทบในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เห็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้คนหวั่นไหวไม่อยากใช้เงิน ซึ่งมีครัวเรือนบางส่วนต้องนำเงินมาใช้ซ่อมแซมต่อเติมบ้าน หรือคอนโดฯ ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งก็อาจกระทบทำให้การใช้จ่ายบริโภคลดลงไปด้วย

สำหรับภาคเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบทางลบ คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการคอนโดฯ ธนาคาร ประกันภัย และท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ก็มีภาคเศรษฐกิจที่มีอุปสงค์มากขึ้น เช่น ภาคค้าปลีก, Home improvement, ภาคพลังงาน โดยเฉพาะโรงกลั่น ค้าปลีกน้ำมัน และวัสดุก่อสร้าง

“จากผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีผลกระทบให้ภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2/68 ลดลงไปมาก เพราะผลกระทบที่เห็นยังจำกัด” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ หากเปรียบแล้ว แผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นกับไทยรวมถึงทั่วโลก คือ The Liberation day หรือจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% และสูงกว่านั้นสำหรับบางประเทศ ซึ่งประเทศไทยถูกเก็บภาษีถึง 37% ทำให้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐเฉลี่ยอาจจะสูงสุดในรอบ 100 ปี

เศรษฐกิจไทย

โดยสิ่งที่ทรัมป์ต้องการจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ คือ “Kind reciprocal” หรือต้องการให้มีการผลิตสินค้าในสหรัฐ, ประเทศอื่น ๆ ต้องลดภาษีนำเข้าตอบแทน, ลดมาตรการกีดกันการค้า, ไม่แทรกแซงค่าเงิน และต้องซื้อสินค้าสหรัฐ อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดการตอบโต้จากประเทศที่ได้รับผลกระทบราคาสินค้าในสหรัฐแพงขึ้น และการค้าโลกมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น

“สิ่งที่ทำให้ตลาดตกใจ คือทรัมป์เคยพูดว่าจะเก็บภาษีตอบโต้ ซึ่งไทยมีภาษีเฉลี่ยที่เก็บกับสหรัฐ 11% ดังนั้น คาดว่าไทยอาจโดน 10-15% แต่สุดท้ายไทยกลับโดนถึง 37% โดยทรัมป์คำนวณภาษีนำเข้า จากการนำดุลการค้าไปหารกับนำเข้า และคูณ 0.5 จึงได้ตัวเลขการเก็บภาษีประเทศต่าง ๆ ออกมา” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นอัตราภาษีมีสูงมาก อาจเห็นภาวะเศรษฐกิจโลก และสหรัฐชะลอตัว และสหรัฐเงินเฟ้อพุ่ง จึงมองว่าอัตราภาษีในระดับนี้น่าจะไม่ยั่งยืนไปตลอดทั้งปี เชื่อว่าเกมที่สหรัฐกำลังเล่นอยู่ คือต้องการใช้นโยบายภาษีนำเข้าไปแก้ปัญหาของสหรัฐ แต่คงไม่สามารถทนเห็นอัตราภาษีเท่านี้ได้ตลอด มองว่าเป็นการเคาะกะลา เรียกคนมาถวายเครื่องราชบรรณาการมากกว่า

สำหรับผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย ในกรณีฐานที่ภาษีอยู่ที่ระดับนี้ตลอดทั้งปี จะกระทบเศรษฐกิจไทยลดลง 1.1% ต่อ GDP โดยหลัก ๆ มาจากการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ผลกระทบในเอเชียเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% โดยไทยได้รับผลกระทบมาก เพราะสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP สูง

“จากการที่ประเมินว่า GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2.3% ก็จะลดลงไปได้อีก 1% กว่า ๆ ได้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าภาษีที่ปรับขึ้นมาแล้วคงจะอยู่ในระดับสูง แต่หากมีการเจรจา อาจปรับลงมาในช่วง 3 เดือนนี้ได้ และจะลงมาอยู่ที่ระดับ 5-10% แต่ไม่มีทางกลับไปที่ระดับเท่าเดิมได้อีกแล้ว” นายพิพัฒน์ กล่าว

เศรษฐกิจไทย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐควรทำตอนนี้ในขณะที่ไทยกำลังเจอระเบิดเวลา คือ อย่าเพิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ต้องกู้ระเบิดก่อน เจรจาทั้งนอกและใน ถ้าเร่งแก้ได้เร็ว ก็จะทำให้ผลกระทบต่อไทยลดลงได้ นอกจากนี้ อาจต้องมองหาตลาดใหม่ พูดคุยกับประเทศที่โดนภาษีเหมือนกัน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปด้วย

ในส่วนของนโยบายแจกเงินนั้น มองว่า ขณะนี้ไทยมีกระสุนน้อยลงเรื่อย ๆ รัฐบาลต้องมองว่า นโยบายแจกเงินประชานิยม มีผลต่อ GDP จำกัดหรือไม่ ควรเริ่มคิดว่าจะนำเงินที่มีอยู่จำกัดนี้ ไปใช้ทำอะไร นี่เป็นหนึ่งในข้อที่รัฐควรพิจารณา

“เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่อยู่ในระดับที่เรียกว่า “ถดถอย” แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ไทยโดนเก็บภาษีหนัก และเจรจาไม่ได้ ส่งออกหายไป 1% ในบางไตรมาสก็อาจใช้คำว่าเศรษฐกิจถดถอยได้” นายพิพัฒน์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo