Economics

‘คลัง’ คาดจีดีพีปี 68 ขยายตัวได้ถึง 3.5% จากเดิมคาดโต 3% ส่วนปี 67 คาดโต 2.5%

“คลัง” คาดจีดีพีปี 68 ขยายตัวได้ถึง 3.5% จากเดิมคาดโต 3% ส่วนปี 67 คาดโต 2.5% แจงอยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลกระทบจากนโยบายของ “ทรัมป์” ชี้หลายนโยบายค่อนข้างดุเดือด

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษก กระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 จะขยายตัวเร่งขึ้นสู่ 3% จากปี 67 ที่เติบโตระดับ 2.5% โดยมี 4 ปัจจัยบวกหลัก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน

จีดีพีปี 68

อย่างไรก็ตาม มองว่าเศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสเติบโตได้ถึง 3.5% หากภาวะทั้งในและนอกประเทศเอื้ออำนวย รวมถึงมีการเร่งรัดและติดตามผลการดำเนินของนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐอย่างเต็มที่ ดังนี้

  1. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนให้ได้ 80% จากเป้าหมาย 75% ซึ่งการเพิ่มขึ้น 5% คิดเป็นวงเงิน 4.56 หมื่นล้านบาท จะช่วยให้ GDP โตเพิ่ม 0.11%
  2. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของประชาชนผู้ได้รับสิทธิภายใต้โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต (ระยะที่ 3) เพื่อทำให้เม็ดเงินทั้งหมดถูกใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่และทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เกินไตรมาส 2/68 โดยในส่วนนี้จะทำให้ GDP โตเพิ่ม 0.1% จากกรณีปกติ
  3. การเร่งรัดการลงทุนในโครงการบ้านเพื่อคนไทยเพื่อให้เกิดการลงทุนตามแผนงาน โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนในปีนี้ ราว 830 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ GDP โตเพิ่มได้ 0.002% ไม่นับรวม Forward Linkage
  4. การกระตุ้นการท่องเที่ยวในภาพรวมและช่วงปลายปีที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในปลายปีนี้ ซึ่งหากกระตุ้นให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นได้ 5 แสนรายจากเป้าหมาย จะช่วยให้ GDP โตเพิ่ม 0.15%
  5. การเร่งรัดโครงการการลงทุนของภาคเอกชนหลังได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้ว โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และ Cloud Region เพื่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงสู่ระบบเศรษฐกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย หากลงทุนจริงได้รวม 7.5 หมื่นล้านบาท จะช่วยสนับสนุน GDP โต 0.19%

จีดีพีปี 68

นายพรชัย กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งหลายนโยบายค่อนข้างดุเดือด ชัดเจน และดำเนินการทันที ขณะที่มีอีกหลายนโยบายที่ยังไม่ได้ดำเนินการ จึงต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เบื้องต้นมองว่าผลจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้า ซึ่งอาจมีผลต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์ ยางพารา และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ส่วนของการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามาอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าประเด็นนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องนำเรื่องนี้ไปประกอบการพิจารณาการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทยด้วย แต่หากพิจารณาจากข้อมูลในอดีต จะพบว่าทุกครั้งที่เฟดมีการขับเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในส่วนของไทยอีกราว 1 ไตรมาสต่อมาก็จะมีการขยับตัวตามไปด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo