เศรษฐกิจการคลัง พ.ค.2567 ท่องเที่ยว-ส่งออก-สินค้าเกษตร ขยายตัว การลงทุนภาคเอกชนหดตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8.4%
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนพฤษภาคม 2567 “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคม 2567 ขยายตัวในภาคการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้า และภาคการเกษตร อย่างไรดี การบริโภคสินค้าคงทนและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ทั้งนี้ ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าคงทน และปริมาณการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไป” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน
มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ในเดือนพฤษภาคม 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 1.2%
ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -28.1% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -0.4% ยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -8.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.5% รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนพฤษภาคม 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 11.0%
อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในเดือนพฤษภาคม 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 60.5 จากระดับ 62.1 ในเดือนก่อน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน
มีสัญญาณชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากสะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8.4% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.7%
ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -20.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -0.1%
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.8% และลดลงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -0.7% ขณะที่ภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนพฤษภาคม 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.3% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.8%

มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 26,219.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 7.2% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 6.5% เนื่องจากการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหมวดเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัว 110.7% 44.4% และ 12.4% ตามลำดับ
นอกจากนี้ สินค้าในหมวดผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ยางพารา อาหารสัตว์เลี้ยง และนมและผลิตภัณฑ์นม ขยายตัว 128.0% 46.6% 39.2% และ 16.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออกน้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และแผงวงจรไฟฟ้าชะลอตัว
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวดีขึ้นในตลาดจีน อินเดีย อินโดจีน -4% และสหรัฐฯ ที่ขยายตัว 31.2% 23.1% 9.6% และ 9.1% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น หดตัวลง -8.1% และ -1.0% ตามลำดับ

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน
โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวและภาคเกษตร ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนพฤษภาคม 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.63 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 30.8% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.2% โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และ สปป. ลาว ตามลำดับ
เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนพฤษภาคม 2567 จำนวน 22.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 10.0%
ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรม ในเดือนพฤษภาคม 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 7.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 1.3% จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในหมวดไม้ผล หมวดปศุสัตว์ และปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าวเปลือก ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ชะลอตัว
สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนพฤษภาคม 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.5 จากระดับ 90.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี
สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 1.54% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.39% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ 63.8% ต่อ GDP1 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ในระดับสูงที่ 224.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เศรษฐกิจการคลัง เดือนเม.ย. 2567 ขยายตัวต่อเนื่อง จากภาคท่องเที่ยว ส่งออกดีขึ้น
- เศรษฐกิจการคลัง เดือนม.ค.ปี 2567 ปรับตัวดีขึ้นจากภาคท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน และส่งออกขยายตัว
- ‘นายกฯ’ ส่งสัญญาณ! พร้อมเปิดรับการค้า-การลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- Twitter: https://twitter.com/BangkokInsight
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg