ดูหนังออนไลน์
Economics

บ้านปูตั้งงบ 2 ปี 835 ล้านดอลลาร์ ลุยเชลแก๊สในสหรัฐถ่วงดุลถ่านหิน


บ้านปูฯ เดินหน้ากลยุทธ์ Greener & Smarter ใช้จุดแข็ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักลุยธุรกิจพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีพลังงาน ตั้งงบ 2 ปีลงทุน 835 ล้านดอลลาร์ ลุยลงทุนเชลแก๊สในสหรัฐ ถ่วงดุลธุรกิจถ่านหินผันผวน คุย EBITDA ปี 61 สูงสุดเป็นประวัติการณ์บ้านปู พร้อมประมูลไอพีพีจองพื้นที่ระยองในพื้นที่บีแอลซีพี

business news 2

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมุ่งเน้นกระจายการลงทุนใน 10 ประเทศทั่วโลก และกระจายธุรกิจอื่นๆนอกเหนือจากถ่านหิน ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจถ่านหิน และมุ่งสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด รวมถึงเทคโนโลยีพลังงาน

ทำให้สัดส่วนรายได้ กำรไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เปลี่ยนไป โดยในอีก 2 ปี หรือในปี 2563 สัดส่วนถ่านหินจะลดลงเหลือ 60% ไฟฟ้าเชื้อเพลิงทั่วไป 20% เป็นพลังงานหมุนเวียน 10% ส่วนก๊าซธรรมชาติประมาณ 12%

ในปี 2568 ถ่านหินจะเหลือ 45% ไฟฟ้าเชื้อเพลิงทั่วไป 30% เป็นพลังงานหมุนเวียน 15% ก๊าซธรรมชาติประมาณ 10%  จากปี 2561 มีสัดส่วนถ่านหิน 75% ไฟฟ้าเชื้อเพลิงทั่วไป 20% เป็นพลังงานหมุนเวียน 5% ก๊าซธรรมชาติ 8% โดยอนาคตพลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20%

“ที่ผ่านมาผลประกอบการของเราค่อนข้างผันผวน เพราะมีสัดส่วนเป็นธุรกิจค้าขายถ่านหินเป็นหลัก จึงหันมาสู่การกระจายธุรกิจและประเทศการลงทุน โดยมุ่งเน้นลงทุนตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ทั้งพลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ทั้ง Energy Storage ,Solar rooftop Smart Campus ที่เราเป็นพันธมิตรกับ Rugdy  School เข้าไปติดตั้ง  Solar rooftop บนอาคารและทางเดิน เป็นต้น และรวมถึง LOi “

coal

ในปี 2562 บริษัท วางงบลงทุนไว้รวม 325 ล้านดอลลาร์ จากงบลงทุน 2 ปี รวม 835 ล้านดอลลาร์ เป็นการลงทุนในธุรกิจถ่านหิน และและธุรกิจ smart energy รวมถึงธุรกิจไฟฟ้า ทั้งไฟฟ้าเชื้อเพลิงทั่วไป และโรงพลังงานหมุนเวียน

ขณะเดียวกันได้สำรองเงินลงทุนไว้ 500 ล้านดอลลาร์สำหรับพัฒนาแหล่งก๊าซฯจากชั้นหินดินดาน หรือ เชลแก๊สในสหรัฐ เพื่อขยายกำลังผลิต จากปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ 100 ล้านลบ.ฟุตต่อวันสำหรับแหล่งที่บ้านปูเป็นเจ้าของทั้งหมด และ 300 ล้านลบ.ฟุตต่อวันสำหรับแหล่งที่บ้านปูเข้าไปถือหุ้น โดยคาดว่าธุรกิจก๊าซฯจะเป็นธุรกิจดาวรุ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างน้อย 20 ปี

สำหรับเทคโนโลยีพลังงาน บริษัทเน้นลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคต ปัจจุบันเข้าไปถือหุ้นในโรงงานผลิตแบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออน ที่ประเทศจีน ยี่ห้อดูร่าเพาเวอร์ บ้านปูถือหุ้น 47% กำลังผลิตปัจจุบัน 80 เมกะวัตต์ชั่วโมง และถือหุ้น 21% ในฟอร์ม รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งลงทุนไป 20 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 646 ล้านบาท

ฟอร์ม มีฐานการผลิตในญี่ปุ่น ไทย และกำลังไปที่เวียดนาม กำลังผลิต 5,000 คัน และคาดว่าจะถึงระดับหลักหมื่นคันในอีกไม่นาน เนื่องจากตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของทั้งสองประเทศกำลังเติบโต และฟอร์มก็ใช้แบตเตอร์รี่ดูร่าเพาเวอร์ที่บ้านปูฯ มีหุ้นส่วนอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังเข้าไปลงทุนรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า MovMi ด้วยสัดส่วน 21%  รวมถึงเข้าไปจับมือกับพันธมิตรภูเก็ต  ซิตี้ ดิเวลลอปเม้นท์  เพื่อนำร่องพัฒนา  Smart City ที่นั้นด้วย

“เราไม่ได้คิดจะทำรถยนต์ไฟฟ้าแข่ง แต่ต้องการสร้างแพล์ตฟอร์มเทคโนโลยีพลังงาน เพราะการเปลียนโฉมหน้าเทคโนโลยีในอนาคตจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งบ้านปูพัฒนามา 2 ปีล่วงหน้าแล้ว แต่ธุรกิจนี้ต้องใช้เวลา อาจยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้เราทันที อย่างไรก็ตามบริษัทได้จัดตั้งหน่วยงาน Banpu Innovation & Ventures (BIV) เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี ผ่านการวิจัย พัฒนา และสนับสนุนให้เกิดความคิดเพื่อพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ รองรับรูปแบบการใช้พลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นรูปธรรม ”

ประเทศที่บ้านปูเข้าไปขยายการลงทุนนั้น ประเทศที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่เวียดนาม เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้ากำลังเติบโตสูง คาดว่าจะเพิ่มเป็น 80,000 เมกะวัตต์ในปี 2573  เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 40,000 เมกะวัตต์ ทำให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิงสูงตามไปด้วย ในส่วนของถ่านหิน บ้านปูมียอดขายในเวียดนามถึง 1.3 ล้านตัน รวมถึงพลังงานหมุนเวียนก็เติบโตเช่นเดียวกัน  ซึ่งมีความต้องการที่จะขยายไปถึง 27,000 เมกะวัตต์

ban

 EBITDA ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์บ้านปู

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 มีรายได้จากการขายรวม 3,481 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 112,474 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 604 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 19,516 ล้านบาท คิดเป็น 21%  EBITDA รวม 1,178 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 38,062 ล้านบาท  ปรับเพิ่มขึ้น 22 %จากปีก่อนหน้า ถือเป็น EBITDA ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจากบ้านปูดำเนินงานรอบ 36 ปี  ส่วนกำไรสุทธิจำนวน 205 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 6,624 ล้านบาท ปรับลดลง 12 % จากปีก่อนหน้า

กำไรสุทธิที่ปรับลดลงเป็นผลจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และบันทึกขาดทุนจากอนุพันธ์ทางการเงิน โดยส่วนใหญ่เป็นการขาดทุนจากการขายถ่านหินล่วงหน้า เนื่องจากราคาถ่านหินในตลาดโลกปรับสูงขึ้น และบันทึกค่าใช้จ่ายจากกรณีโรงไฟฟ้าหงสา ซึ่งได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว

ส่วนยอดขายถ่านหินรวมปีนี้อยู่ที่ 45 ล้านตัน คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 48 ล้านตัน ในขณะที่มีปริมาณการขายก๊าซอยู่ที่ 70.8 พันล้านลูกบาศก์ฟุต ในปี 2561 มีรายได้จากการขายรวม 3,286 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 106,173  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.26%  จากปีก่อนหน้า

โดยแบ่งออกเป็น รายได้จากการจำหน่ายถ่านหินจำนวน 2,998  ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 96,867 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติจำนวน 144 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 4,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 107 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 3,457 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต และขายก๊าซที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้อื่น ๆ จำนวน 144 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 4,653 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้จากธุรกิจค้าถ่านหิน และจากธุรกิจซื้อขายน้ำมันของบริษัทย่อยแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดย EBITDA ของกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานในปี 2561 อยู่ที่ 996 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 32,181 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มธุรกิจพลังงานในปี 2561 มีกำลังผลิตรวมอยู่ที่ 2.87 กิกะวัตต์เทียบเท่า และมีสัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 16 % จากการลงทุนทั้งหมด มีรายได้จากการขายรวมจากธุรกิจ ไฟฟ้า ไอน้ำ และอื่น ๆ จำนวน 196 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 6,332 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 3.7%  จากปีก่อนหน้า เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้จากปริมาณการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ดำเนินการผลิตตลอดทั้งปี และจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซิงหยู (Xingyu) โครงการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในช่วงปลายปี ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรที่ดีจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และหงสา ส่งผลให้ธุรกิจไฟฟ้าในไตรมาสนี้มี EBITDA 182 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 5,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.95%  เมื่อเทียบกับปีก่อน

gallery 34 f5c4f22018fcb24a75b64b1b47ca2b54

บ้านปูเพาเวอร์แต่งตัวเตรียมประมูลไอพีพี

สำหรับผลประกอบการ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP  นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ กล่าวว่าปี  2561 มี EBITDA ที่ 5,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9 % และมีกำไรจากการดำเนินงานรวม 4,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าหงสาที่เพิ่มขึ้น 53 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพการจ่ายไฟอย่างสม่ำเสมอ สามารถรายงานดัชนีค่าความพร้อมจ่าย (Equivalent Availability Factor: EAF) ที่ 87%

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 3 แห่ง กำลังผลิตรวม 77 เมกะวัตต์เทียบเท่า ประกอบด้วย ส่วนขยายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมหลวนหนาน (Luannan) ระยะที่ 2 ในสาธารณรัฐประชาชนจีน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มุกะวะ (Mukawa) และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นาริไอสึ (Nari Aizu) ในประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในปี 2562 บริษัทฯ คาดว่าจะ COD โครงการโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมได้อีก 6 แห่ง กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 114.2 เมกะวัตต์เทียบเท่า ได้แก่ ส่วนขยายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมหลวนหนาน ระยะที่ 3 ในจีน และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นจำนวน 5 แห่ง

อีกทั้งพร้อมขยายโอกาสลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่มีศักยภาพอย่างเวียดนาม

ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตเชิงพาณิชย 2,150 เมกะวัตต์แล้ว อยู่ระหว่างพัฒนา 724 เมกะวัตต์ คาดว่าจะผลิตในปีนี้ 114.2 เมกะวัตต์  เหลือต้องหาใหม่เพิ่มอีก 1,426 เมกะวัตต์ เชื่อว่ากำลังผลิตตามเป้าหมาย 4,300 เมกะวัตต์ จะบรรลุได้เป้าหมายหรือก่อนปี 2568

gallery 18 b37b5a17041abd030485cdf37d09d9c1

ส่วนหนึ่งเพราะมีแผนเข้าไปหาโอกาสเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น และเวียดนาม ส่วนใหญ่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ และลม ขณะเดียวกันมีโครงการเข้าไปประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ตามแผนพัฒนากลังผลิตไฟฟ้าด้วยในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะในพื้นที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ที่จังหวัดระยอง สามารถรองรับการขยายกำลงผลิตได้อีก 1,000 เมกะวัตต์

ปัจจุบัน บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าทั้งหมด 28 แห่ง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้า COD แล้ว 17 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนา 11 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,869 เมกะวัตต์เทียบเท่า ส่วนกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวมของโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว คิดเป็น 2,145 เมกะวัตต์เทียบเท่า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 1,955 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 190 เมกะวัตต์  อีก 724 เมกะวัตต์เทียบเท่าจะทยอย COD จนครบภายในปี 2566