วันนี้ (25 ก.พ.) ที่กระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) สำหรับแปลงสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทย หมายเลข G1/61 หรือแหล่งเอราวัณ กับบริษัทปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ร่วมกับบริษัทเอ็มพี จี 2 (ประเทศไทย) จำกัด และแหล่ง G2/61 หรือแหล่งบงกช กับบริษัทปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด

ดร.ศิริ กล่าวว่า การประมูลดังกล่าวถือเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยภายใต้การประมูลแบบพีเอสซีเป็นครั้งแรก ทำให้ประเทศได้ประโยชน์รวมตลอด 10 ปีถึง 550,000 ล้านบาท จากราคาพลังงานที่ลดลง แบ่งเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) 1.5 แสนล้านบาท ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) 1 แสนล้านบาท และปิโตรเคมี 1 แสนล้านบาท อีก 2 แสนล้านบาทเป็นค่าไฟที่ลดลง
สำหรับรายละเอียดของสัญญานั้น มีการกำหนดให้มีการผลิตก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำสำหรับ 10 ปีแรกของระยะเวลาการผลิตที่ 800 ล้านลบ.ฟุตต่อวันสำหรับแหล่งเอราวัณ และ 700 ล้านลบ.ฟุตต่อวันสำหรับแหล่งบงกช จากปัจจุบันที่มีการผลิตอยู่ 1,240 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และ 900 ล้านลบ.ฟุตต่อวันตามลำดับ

โดยผู้ประกอบการได้เสนอราคาคงที่สำหรับราคาก๊าซฯที่ 116บาทต่อล้านบีทียูทั้งสองแปลง ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาปัจจุบันของทั้งสองแปลง ทำให้ราคาก๊าซฯลดลงจากเดิม 6-7 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 4 ดอลลาร์ และราคาก๊าซฯที่ถูกลงยังทำให้ค่าไฟลดลงประมาณ 15-20 สตางค์ต่อหน่วย จากเดิม 3.6 บาทต่อหน่วยมาอยู่ที่ 3.4 บาทต่อหน่วย
นอกจากนี้โรงแยกก๊าซฯในอ่าวไทยยังได้รับก๊าซฯในปริมาณที่เพียงพอนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ในการผลิตเป็นแอลพีจี และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในราคาต้นทุนที่แข่งขันได้ และผลจากการที่มีการผลิตก๊าซฯในปริมาณที่มากพอจะเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในราคาที่ไม่แพง รองรับการผลิตก๊าซฯตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ พีดีพี ฉบับ 2018 ที่เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิงจาก 30% เป็น 53%

สำหรับในช่วงเปลี่ยนถ่ายจากผู้รับสัมปทานรายเดิมเป็นรายใหม่นั้น กำหนดให้ผู้ประกอบการรายใหม่ นำเสนอแผนเข้ามาภายใน 45 วัน เช่น แผนการคงไว้และรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันแหล่งเอราวัณมีการรื้อถอนแท่นผลิตไปแล้ว 8 แท่น ส่วนแหล่งบงกชยังไม่มีการดำเนินการ
ส่วนกรณีที่สัดส่วนให้ภาครัฐถือหุ้น 25% ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแปลง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หายไป เพราะปตท.สผ.ซึ่งชนะประมูลทั้งสองแปลงเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐอื่นจะต้องเข้ามาถือหุ้นอีก
นายศิริ เปิดเผยด้วยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยรอบใหม่ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมอบให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปพิจารณารายละเอียด โดยจะเป็นรูปแบบสัญญาพีเอสซีเช่นเดิม เช่นเดียวกับการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ และบงกช และใช้เกณฑ์เดียวกับการประมูลครั้งนี้ เช่น กำหนดให้ภาครัฐถือหุ้น 25%