ดูหนังออนไลน์
Auto

‘ปตท.’ ผนึก ‘ฟ็อกซ์คอนน์’ ลงทุนพันล้านดอลล์ ดันไทยผงาด ‘ฮับรถยนต์ไฟฟ้า’ อาเซียน

ปตท. ผนึก ฟ็อกซ์คอนน์ ร่วมลงทุนขั้นต้น 1,000-2,000 ล้านดอลลาร์ ดันไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในอาเซียน รุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้า รองรับการเปลี่ยนแปลงทิศทางพลังงานในอนาคต โดยการเป็นพันธมิตรร่วมทุน

วันนี้ (31 พ.ค.)  พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย” ระหว่าง “บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)” กับ “บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด” (Hon Hai Precision Industry Co., Ltd.) หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป (Foxconn Technology Group) ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual MOU Signing Ceremony)

โดยมี นายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ศ.พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการ ปตท. พร้อมด้วย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามดังกล่าว เพื่อศึกษาโอกาสในการพัฒนาฐานการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย เป็นความร่วมมือ ที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต และเศรษฐกิจของประเทศ ให้เติบโต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของฟ็อกซ์คอนน์  ที่เป็นผู้นำการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก และความสามารถด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงความแข็งแกร่งด้านธุรกิจพลังงาน ของ ปตท. ทั้งเครือข่ายพันธมิตร กลุ่มบริษัทในเครือ และผู้ร่วมทุนปัจจุบัน ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการผลิต และเสริมศักยภาพระบบนิเวศ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตลอดห่วงโซ่คุณค่ายานยนต์ไฟฟ้า

รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้รับผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturers: OEMs) ในประเทศไทย ที่มีความสนใจ สามารถเข้าถึงการบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และใช้ต้นทุนต่ำ เพื่อร่วมสร้างอนาคตแห่งการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า รูปแบบการใช้พลังงานในอนาคต จะมุ่งไปด้าน GO GREEN และ GO ELECTRIC มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการเดินทางของประชาชน ซึ่งในช่วงของการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าว เชื่อว่า เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม จะยังเป็นพลังงานที่สำคัญ

แต่ในขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนา และปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ทิศทางพลังงานในอนาคต อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน และสร้างการเติบโต ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ที่ผ่านมา ปตท. ได้เริ่มรุกเข้าสู่ EV Value Chain โดยจับมือพันธมิตรทางธุรกิจ ในการพัฒนา EV Charging Platform, EV Station รวมถึงการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

ดังนั้น ความร่วมมือกับฟ็อกซ์คอนน์ในครั้งนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เสริมสร้างทักษะ และอาชีพให้กับประชาชน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต และเป็นต้นแบบนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางด้านพลังงานให้กับประเทศได้ต่อไป

“ในระยะแรก ปตท. และ ฟ็อกซ์คอนน์ ตั้งเป้าหมายที่จะจัดตั้ง แพลตฟอร์มการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และส่วนประกอบหลักต่าง ๆ แบบ end-to-end ด้วยเงินร่วมลงทุนขั้นต้นที่ 1,000-2,000 ล้านดอลลาร์ และจะขยายการลงทุนในอนาคตต่อไป ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ สู่เวทีโลกในอนาคต”

“นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบสนองนโยบาย และทิศทาง การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมขับเคลื่อนประเทศ ให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย”

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์

ทางด้าน นายยัง ลู ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟ็อกซ์คอนน์ กล่าวว่า เป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้ลูกค้า หรือผู้ที่สนใจทั่วโลก ได้เชื่อมต่อสังคมแห่งการเดินทางด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

” ความเชี่ยวชาญของฟ็อกซ์คอนน์ ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมของโลก ทำให้เราผนึกความร่วมมือกับภาครัฐ และ ปตท. ในการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ และความชำนาญ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่พร้อมสำหรับอนาคต”

ที่ผ่านมา ปตท. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จพลังงาน และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ฟ็อกซ์คอนน์ จะสามารถแบ่งปันความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งขึ้น

“เรามุ่งหวังที่จะเห็นประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต”

อ่านข่าวเพิ่มเติม