Business

เปิดทบทวนสิทธิ์ ช่วยสภาพคล่อง จ้างงาน ‘เอสเอ็มอี’ ถึง 27 พ.ย.นี้

เปิดทบทวนสิทธิ์ นายกฯ ขอบคุณแบงค์ชาติ ปลดล็อกรวมหนี้ระหว่างธนาคาร  เร่งจ่ายเงินปลายเดือนพ.ย.นี้ พยุงจ้างงาน ลูกจ้างเอสเอ็มอีเกือบ 3 ล้านคน  เปิดทบทวนสิทธิ์ถึง 27 พ.ย.นี้ ผู้ที่ลงทะเบียนแล้ว ระบบแจ้งว่า “ขาดคุณสมบัติ” 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี ขอบคุณธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ช่วยเร่งรัดการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คู่ขนานไปกับมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล โดย ธปท. ได้ออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง ในการช่วยเหลือลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้สถาบันการเงินมีเครื่องมือในการช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น

เปิดทบทวนสิทธิ์

ล่าสุด เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564 ทางธปท. ได้ออกแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ประกอบด้วย

1. ให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เรียกเก็บค่าปรับจากการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) เช่น ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ ทั้งจำนวนหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว เพื่อลดข้อจำกัดในการรีไฟแนนซ์และสนับสนุนการรวมหนี้ ทั้งนี้ ให้มีผลจนถึง 31 ธันวาคม 2566

2. ปรับปรุงแนวทางการรวมหนี้ (debt consolidation) ระหว่างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นโดยขยายขอบเขตให้สามารถรวมหนี้ระหว่างสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจได้จากเดิมที่ทำได้เฉพาะสถาบันการเงินเดียวกัน

ทั้งนี้ แนวทางทั้งสองจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ได้อย่างมาก และสามารถบริหารจัดการหนี้ส่วนบุคคลให้สอดรับกับสถานะทางการเงินของตนเอง ต่อลมหายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้อง

เปิดทบทวนสิทธิ์ ช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอี 

ในส่วนของรัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องเอสเอ็มอี เพื่อรักษาระดับจ้างงาน พยุงการจ้างงานให้ลูกจ้างนับล้านคน มีงานทำมีเงินเดือนต่อไป ผ่านการให้เงินช่วยเหลือสถานประกอบการในระบบประกันสังคม ที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน จำนวน 3,000 บาทต่อหัวลูกจ้าง เป็นเวลาสามเดือน (พฤศจิกายน – ธันวาคม) ซึ่งระยะเวลาการลงทะเบียนได้สิ้นสุดลงเมื่อคืนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 โดยตัวเลขผู้ลงทะเบียน ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 มีสถานประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 2.01 แสนราย ช่วยรักษาระดับการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทย 2.87 ล้านคน

เปิดทบทวนสิทธิ์

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนแล้ว ระบบแจ้งว่า “ขาดคุณสมบัติ” สามารถดำเนินการยื่นเรื่องขอทบทวนสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ “ส่งเสริมการจ้างงานเอสเอ็มอี.doe.go.th” ตั้งแต่ 21- 27 พฤศจิกายน 2564 ทั้งนี้คาดว่าการจ่ายเงินจะเริ่มในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นางสาวรัชดา กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในหลายด้าน อาทิ ออกกฎหมายป้องกันการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ไม่เป็นธรรม จัดการเจ้าหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เข้าถึงสินเชื่อผ่านธนาคารรัฐ มาตรการลดภาระค่าใช่จ่าย และเร่งฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ ให้ผู้ประกอบการได้เดินหน้า ประชาชนมีงานทำ และเมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของ ธปท.ข้างต้น ก็จะเสริมส่งกัน บรรเทาภาระหนี้สินภาคครัวเรือนได้

เปิดทบทวนสิทธิ์ ถึง 27 พ.ย.นี้ รับเงินเยียวยา 

สำหรับโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงาน ตลอดจนสร้างความแข็งแรงให้แก่ธุรกิจ ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติให้ กระทรวงแรงงาน ประสานกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแนวทางการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้กับผู้ประกอบการ ในส่วนของรายได้จากเงินอุดหนุนดังกล่าว พร้อมให้กระทรวงแรงงาน จัดทำรายละเอียดข้อเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พิจารณา ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ตามรายละเอียดดังนี้

เปิดทบทวนสิทธิ์

แจกเงินเยียวยานายจ้าง 3,000 บาท/คน/เดือน

1. คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยไม่เกิน 200 คน โดยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในเดือนตุลาคม 2564 และรับเงินอุดหนุนในเดือนที่ 1 – 3 (ตั้งแต่พ.ค. 2564 ถึง ม.ค. 2565)

2.  เงื่อนไขการจ่ายเงินอุดหนุน

  • รัฐจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานให้แก่นายจ้าง ให้กับลูกจ้างสัญชาติไทย จำนวนไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  • เงินอุดหนุนคำนวณตามยอดการจ้างจริงทุกเดือน โดยพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างที่นำส่งเงินสมทบประกันสังคม
  • นายจ้างจะต้องรักษาการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 95% ในระหว่างร่วมโครงการ โดย (หากต่ำกว่า 95% จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในเดือนนั้น) ในกรณีนายจ้างมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มตามจำนวนการจ้างงานจริง ไม่เกิน  5% ของจำนวนลูกจ้างสัญชาติไทย ณ วันเริ่มโครงการ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight