ดูหนังออนไลน์
Business

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย วอนพักหนี้ 6 เดือน เพิ่มวงเงิน ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ เป็น 1 แสน

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย วอนรัฐ ต่อลมหายใจค้าปลีก เสนอ 3 มาตรการ เร่งกระจายวัคซีน ขยายเวลาพักหนี้เป็น 6 เดือน ปรับเงื่อนไข ยิ่งใช้ยิ่งได้ ให้เหมือน ช้อปดีมีคืน เพิ่มวงเงินเป็น 1 แสนบาท 

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วย กลุ่มแรงงาน และผู้ประกอบการทั้งในและนอกระบบประกันสังคม มีระยะเวลาในการช่วยเหลือ 1 เดือน โดยครอบคลุม 10 กลุ่มอาชีพ รวมทั้งลดค่าน้ำค่าไฟแก่ประชาชนทั่วประเทศอีก 2 เดือน เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของลูกจ้าง นายจ้างและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในช่วงล็อคดาวน์ นั้น

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย

สำหรับสิ่งที่ ต้องการจากรัฐบาลคือ การเร่งจัดหา และกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็ว และทั่วถึง ให้กับบุคลากรของกลุ่มการค้าปลีกและบริการ เพื่อให้การล็อคดาวน์ครั้งนี้ เจ็บแต่จบ และหากฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย ก็จะสามารถเปิดประเทศได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และควรครอบคลุมผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทุกกลุ่ม รวมทั้งขยายระยะเวลาในการเยียวยาให้ยาวขึ้น พร้อมเร่งดำเนินการให้เงินเยียวยาถึงมือโดยทันที

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ 3 มาตรการ ดังนี้

1. มาตรการจัดหาและกระจายวัคซีนที่ชัดเจน

  • ใช้พื้นที่จุดฉีดวัคซีน ที่ภาคค้าปลีกและบริการได้เตรียมไว้ทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เร่งฉีดวัคซีน ให้กับบุคลากรของกลุ่มการค้าปลีกและบริการ ให้ทั่วถึง
  • สนับสนุนชุดตรวจ Rapid Antigen Test ให้กับธุรกิจในภาคค้าปลีกและบริการ เพื่อนำไปตรวจเชิงรุก ให้กับบุคลากรในบริษัท เป็นการลดความเสี่ยงของการระบาด

2. มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ประกอบการค้าปลีกและบริการ

  • ลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพิ่มเป็น 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน
  • เพิ่มมาตรการพักหนี้ ช่วยลูกหนี้ในพื้นที่ล็อคดาวน์ จาก 2 เดือน เป็น 6 เดือน พร้อมหยุดคิดดอกเบี้ยเงินกู้
  • สนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ เป็นผู้รับสินเชื่อ Soft Loan จากสถาบันการเงิน เพื่อนำไปให้กับผู้ประกอบการ SME

สมาคมค้าปลีก 1

3. มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

  • ปรับกลไกโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ให้เหมือนกับ โครงการ “ช้อปดีมีคืน” และเพิ่มวงเงินเป็น 100,000 บาท เพื่อกระตุ้นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง
  • ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยจัดเก็บภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่บาทแรก และห้ามขายสินค้าต่ำกว่าทุน
  • ปลดล็อคขั้นตอนการออกใบอนุญาตเหลือเพียง 1 ใบ (Super License) จากเดิมที่ต้องขอใบอนุญาตกว่า 43 ใบ จาก 28 หน่วยงาน
  • ขยายเวลาโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ สำหรับนักศึกษาจบใหม่ (Co-payment) ซึ่งจะสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2564 ออกไปอีก 1 ปี
  • ทดลองใช้ระบบการจ้างงานประจำเป็นรายชั่วโมง เพื่อสอดคล้องกับช่วงฟื้นฟูธุรกิจ และเกิดการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้น

จากวิกฤติครั้งนี้ ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีกและบริการทั่วประเทศ กว่า 100 บริษัท ครอบคลุม SME ในห่วงโซ่การค้ามากกว่า 100,000 ราย นับเป็น 40% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกทั้งประเทศ หรือ คิดเป็น 12% ของ GDP ซึ่งมีความสำคัญและถือได้ว่าเป็นเสมือนกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทย

“ในสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ สมาคมฯ พร้อมที่จะสนับสนุน และให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ด้วยสรรพกำลังทั้งหมดของสมาคมฯ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนี้ จะต้องทำให้เกิดขึ้นทันที ผมเชื่อว่า ด้วยการรวมพลังของเราทุกคน จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง” นายญนน์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม