ดูหนังออนไลน์
Business

อสังหาฯ รับผลกระทบ โควิดระลอกสาม เลวร้ายสุดติดลบ 5-6% คุมโควิดได้หวังโต 5-6%

อสังหาฯ รับผลกระทบ โควิดระลอกสาม LPN Wisdom คาดเลวร้ายสุด เปิดตัวโครงการใหม่ติดลบ 5% ดีสุดเพิ่มขึ้น 6% ขึ้นอยู่กับแนวโน้มการบริหารจัดการ

นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom: LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)(LPN) เปิดเผยว่า อสังหาฯ รับผลกระทบ โควิดระลอกสาม ในเดือนเมษายน 2564 ทำให้บริษัทปรับประมาณการ แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564

อสังหาฯ โควิดระลอกสาม

ทั้งนี้ จากเดิมที่คาดว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2564 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ถึง 10% เมื่อเทียบกับปี 2563 เป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5-6% ถึงติดลบ 5% ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในรอบนี้ ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแบ่งแนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ออกเป็น 3 กรณี ดังนี้

  • กรณีฐาน(Base Case)

เป็นกรณีที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน สามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้ตามแผน ในเดือนกรกฏาคม 2564 โดยประมาณว่า จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน ในปี 2564 และกระจายวัคซีนได้ตามแผนที่วางไว้ ตามการคาดการณ์ ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจปี 2564 ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 3%

กรณีนี้ LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะมีอัตราการเติบโต 5-6% โดยคาดว่า จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 75,000-76,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 292,000-298,000 ล้านบาท เทียบกับจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จำนวน 70,126 หน่วย มูลค่า 276,630 ล้านบาท

อสังหา 3 เคส

  • กรณีเลวร้าย (Worse Case)

เป็นกรณีที่ประเมินว่า การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ควบคุมได้ไตรมาสสองของปี 2564 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้นตัวในปี 2564 โดยธปท.ประเมินกรณีเลวร้ายว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ 0.5% ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับความมั่นใจของผู้บริโภคต่อรายได้ในอนาคต อัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกระทบการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2564

กรณีนี้ LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2563 โดยมียอดการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2564 ประมาณ 70,000-71,000 หน่วย มูลค่าประมาณ 270,000-280,000 ล้านบาท

  • กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case)

เป็นกรณีที่ประเมินว่า การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ไม่สามารถควบคุมได้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวช้ากว่ากรณีฐาน ค่อนข้างมาก การแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์รุนแรง จนวัคซีนด้อยประสิทธิภาพลง จนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ต้องมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ กำลังซื้อภายในประเทศลดลง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น กรณีนี้ ธปท. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2464 จะติดลบ 1.7%-2%

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะมีแนวโน้มติดลบ 5-6% เมื่อเทียบกับปี 2563 เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่สองจากปี 2563 ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ติดลบ 37% เทียบกับปี 2562 โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2564 ประมาณ 65,000-66,000 หน่วย มูลค่าประมาณ 260,000-265,000 ล้านบาท

ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ LWS 1
ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ

อย่างไรก็ตาม กรณีเลวร้ายที่สุด เป็นกรณีที่ไม่คิดว่าจะเกิด แต่จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 และการกลายพันธ์ ที่มีสัญญาณว่า วัคซีนที่ผลิตออกมา อาจจะไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ในหลายประเทศ ทำให้โอกาสในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

หากเป็นไปตามสถานการณ์เลวร้ายสุด จะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศลดลง อัตราการว่างงานมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่อาจจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะถ้าเปิดให้สัดส่วนการถือครองอาคารชุดพักอาศัยของชาวต่าวชาติ ได้มากกว่า 49% รวมถึงเปิดโอกาสให้สิทธิในการซื้อบ้านพักอาศัย ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จะเป็นกลไกสำคัญ ในการกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ให้มีอัตราการเติบโตได้ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อเข้ามาในประเทศ

ขณะที่รายงานจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ในปี 2563 มีการโอนที่อยู่อาศัยให้กับชาวต่างชาติรวม 8,285 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 37,716 ล้านบาท ลดลง 35.3% และ 25.5% เมื่อเทียบกับปี 2562ตามลำดับ

แม้จำนวนการโอนและมูลค่าลดลง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ประเทศไทยห้ามการเดินทางของชาวต่างชาติในปี 2563 ยังมีนักลงทุนต่างชาติที่มีความมั่นใจและยังคงซื้อและโอนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ถ้ารัฐมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการซื้ออสังหาฯจากต่างชาติ ก็จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาดในภาวะที่กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว

อสังหา เปิดใหม่

ด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในไตรมาสแรกของปี 2564 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ยังคงชะลอแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยมีจำนวนการเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 9,688 หน่วย ลดลง 45.72% แต่มีมูลค่ารวมของการเปิดตัวโครงการใหม่ 70,156.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.81% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563

มูลค่าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นผลมาจากการเปิดขายโครงการอาคารชุดพักอาศัย ในระดับราคาสูง ขณะที่อัตราการขายของโครงการเปิดตัวใหม่ ในไตรมาสแรกปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ซึ่งสูงกว่าอัตราการขายที่ 16% ในระยะเดียวกันของปี 2563

 

สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ ในไตรมาสแรกปี 2564 แบ่งเป็น

  • การเปิดตัว อาคารชุดพักอาศัย 4,897 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 50.54% จากจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด หรือลดลง 28.90% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 คิดเป็นมูลค่า 46,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.55 % เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563
  • การเปิดตัวของบ้านพักอาศัย 4,791 หน่วย คิดเป็น 49.46% จากจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด หรือลดลง 56.29% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 คิดเป็นมูลค่า 23,588 ล้านบาท ลดลง 46.15% เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563

อ่านข่าวเพิ่มเติม