Business

‘วิลเลียม ไฮเน็ค’ จี้ ‘บิ๊กตู่’ จัด ‘ภาคบริการ’ กลุ่มแรกได้ฉีดวัคซีนโควิด หนุนฟื้นเศรษฐกิจ


” วิลเลียม ไฮเน็ค ” ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง “ประยุทธ์” เรียกร้องให้ “แรงงานบริการ” รวมอยู่ในกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนโควิด ชี้เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ 

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียน รีวิว ของญี่ปุ่น เสนอรายงานพิเศษ Thai hotel tycoon wants priority COVID vaccines for tour staff  กรณี นาย วิลเลียม ไฮเน็ค (William Heinecke) ประธานบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าของกิจการโรงแรม และร้านอาหารจำนวนมาก เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (Prayuth Chan-ocha) นายกรัฐมนตรีของไทย เรียกร้องให้พนักงานภาคบริการและการท่องเที่ยว ได้เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วิลเลียม ไฮเน็ค

นายไฮเน็ค ยกตัวอย่าง นักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รวมถึงพนักงานโรงแรม ว่า คนเหล่านี้ทำงานเป็นด่านหน้าในการพบปะกับชาวต่างชาติ จึงมีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสเชื้อ และกลายเป็นผู้แพร่เชื้อต่อ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบุคลากรสาธารณสุข และมีความจำเป็นที่รัฐบาลไทย ต้องตระหนักถึงความสำคัญของคนทำงานภาคบริการต่อเศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นิกเคอิ เอเชียน รีวิว  ระบุว่า ดูเหมือนจะไม่มีการตอบสนองจาก พล.อ.ประยุทธ์ โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของ นายไฮเน็ค สะท้อนความกังวลของนักธุรกิจ ที่มีประสบการณ์กับภาคบริการ และการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่ผู้ประกอบการหลายรายถูกบังคับให้ต้องปิดตัวจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-49 ทั้ง 2 ระลอก

ข้อมูลจากสมาคมโรงแรมไทย ระบุว่า โรงแรมระดับ 3 ดาว และ 4 ดาว หลายร้อยแห่งทั่วประเทศต้องปิดตัวลง เพราะไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่าย ในสภาวะที่ไร้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ ในจำนวนนี้หลายรายตัดสินใจเลิกกิจการ และนั่นทำให้พนักงานภาคบริการกว่า 1 ล้านคนต้องตกงาน

นายไฮเน็ค ซึ่งปัจจุบันอายุ 72 ปี เกิดที่สหรัฐอเมริกา แต่มาใช้ชีวิตวัยเด็กในประเทศไทย กระทั่งสามารถสร้างอาณาจักรทางธุรกิจ ที่มีโรงแรม และรีสอร์ทกว่า 500 แห่ง ร้านอาหารกว่า 2,200 แห่ง และร้านค้าปลีกเกือบ 500 แห่ง ใน 62 ประเทศ

นิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับให้ นายไฮเน็ค เป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งเป็นอันดับที่ 20 ของประเทศไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 1,600 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 50,000 ล้านบาท กระทั่งการมาของวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 ไมเนอร์ มีผลประกอบการขาดทุน 530 ล้านดอลลาร์ หรือ 15,800 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่บริษัทได้กำไรสุทธิถึง 6,900 ล้านบาท และรายได้ 44,600 ล้านบาท

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยจะเริ่มจัดหาวัคซีนโควิด-19 ตามแผนภายใต้ช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2564 โดยเริ่มจากวัคซีนที่พัฒนาโดยซิโนเแวค บริษัทสัญชาติจีน จำนวน 2 ล้านโดส จากนั้นในเดือน พฤษภาคม 2564 วัคซีนที่พัฒนาโดยแอสตราเซเนกา บริษัทสัญชาติอังกฤษ 26 ล้านโดส จะถูกส่งไปถึงประเทศไทย และรัฐบาลยังสั่งเพิ่ม 35 ล้านโดสที่จะมาเพิ่มในภายหลัง ซึ่งบุคลากรสาธารณสุข จะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน

นายไฮเน็ค ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทย เพิ่มทางเลือกให้หลากหลายในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้สามารถกลับมาเปิดกิจการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงพิจารณายกเว้นมาตรการกักกันโรค สำหรับชาวต่างชาติ ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว และต้องการจะเข้ามาในประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มเผชิญสถานการณ์อันเลวร้าย 2 ปี ติดต่อกัน

เขายังย้ำถึงความสำคัญของการมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะนั่นคือ 2 ใน 3 ของรายได้ 3 ล้านล้านบาท ที่ไทยเคยได้รับจากภาคการท่องเที่ยวในปี 2562 อันเป็นปีสุดท้ายก่อนเกิดโรคระบาด

รายงานข่าวยังกล่าวด้วยว่า ข้อเรียกร้องของนายไฮเน็ค เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทย กำลังล้าหลังเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน อาทิ สิงคโปร์ เริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2563

จากนั้น อินโดนีเซีย กีบ เมียนมา เริ่มฉีดในเดือนมกราคม  2564 ซึ่งนายไฮเน็ค ย้ำว่า วัคซีนคือกุญแจสำคัญในการทำให้การเดินทางกลับสู่ความเป็นปกติ ดังนั้นจึงต้องการความช่วยเหลือ และพยายามเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวในระยะต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม