ดูหนังออนไลน์
Business

เจาะธุรกิจ GULF หุ้นโรงไฟฟ้าเนื้อหอมโตแบบ’จรวด’

เจาะธุรกิจ GULF ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในประเทศไทย ส่งผลให้หุ้น GULF กลายเป็นหุ้นเนื้อหอม ที่โตแบบจรวด ด้วยศักยภาพความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีถึง 30 โครงการเวลานี้ 

เจาะธุรกิจ GULF ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่มีกำลังการผลิต (Capacity) เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย และคาดว่าจะเป็นอันดับ 2 ในอนาคตอันใกล้ ช่วงหลายปีมานี้ “หุ้นโรงไฟฟ้า” ถูกให้น้ำหนักมากขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากการให้ผลตอบแทนที่สูง และมีการทิศทางการเติบโตอย่างชัดเจน  GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) คือ หนึ่งในหุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ ที่เนื้อหอมที่สุดในเวลานี้ 

เจาะธุรกิจ GULF

นับตั้งแต่เข้าตลาด IPO เมื่อเดือนธันวาคม 2560 ที่ราคา 9 บาท (ปรับราคาตามพาร์ใหม่ที่ 1 บาทแล้ว) ล่าสุดราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอยู่แถวๆ 35 – 40 บาทเป็นที่เรียบร้อย หรือขึ้นมากกว่า 200% ในเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง

นอกจากนี้ GULF เพื่งดีดขึ้นมาทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ที่ 41.50 บาท เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังมีข่าวดีได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำนวน 1.7 ล้านตันต่อปี ทำให้เวลานี้หุ้น GULF กลายเป็นที่จับตามองของนักลงทุนมากทีเดียว วันนี้เราจึงอยากจะพาไปรู้จักธุรกิจของ GULF ให้มากขึ้น เพื่อสาเหตุของการเติบโตของหุ้นตัวนี้กัน

เจาะธุรกิจ GULF

กำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) – GULF

กำลังการผลิต ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ผลิตได้ 2,726 เมกะวัตต์

คาดว่าจะมีกำลังการผลิตในอนาคต (เท่าที่บริษัทรายงาน) 7,751 เมกะวัตต์

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) – RATCH

กำลังการผลิต ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ผลิตได้ 7,158 เมกะวัตต์

คาดว่าจะมีกำลังการผลิตในอนาคต (เท่าที่บริษัทรายงาน) 8,716 เมกะวัตต์

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป – EGCO

กำลังการผลิต ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ผลิตได้ 5,475 เมกะวัตต์

คาดว่าจะมีกำลังการผลิตในอนาคต (เท่าที่บริษัทรายงาน) 5,805 เมกะวัตต์

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) – GPSC

กำลังการผลิต ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ผลิตได้ 4,748 เมกะวัตต์

คาดว่าจะมีกำลังการผลิตในอนาคต (เท่าที่บริษัทรายงาน) 5,026 เมกะวัตต์

เจาะธุรกิจ GULF ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในประเทศไทย

GULF เป็น Holding Company ลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีลูกค้าหลัก คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมีโรงไฟฟ้าครอบคลุมทั้งแบบผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) และรูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก (VSPP) ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว รวมทั้งหมด 28 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเปิดดำเนินการแล้วเช่นกันอีก 2 โครงการ รวมทั้งหมด 30 โครงการ ได้แก่ 

เจาะธุรกิจ GULF

– โครงการ IPP ก๊าซธรรมชาติ จำนวน 2 โครงการ

– โครงการ SPP ก๊าซธรรมชาติ (Cogen) จำนวน 19 โครงการ

– โครงการ SPP ชีวมวล จำนวน 1 โครงการ

– โครงการ VSPP พลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) จำนวน 4 โครงการ

– โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ที่ประเทศเวียดนาม จำนวน 2 โครงการ 

– โครงการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อ ในประเทศไทย จำนวน 2 โครงการ 

ปัจจุบัน GULF มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง/พัฒนา ในมือถึง 13,820 เมกะวัตต์ ซึ่งนับเป็นตัวเลขของกำลังผู้ผลิตไฟฟ้าระดับแนวหน้าของประเทศไทย

กำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการแล้ว ถึง เดือนมิถุนายน 2563 มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 5,944 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2,726 เมกะวัตต์

กำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการแล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง/พัฒนา ปี 2570 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 13,820 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 7,751 เมกะวัตต์

กำลังการผลิตโตก้าวกระโดด 

ก่อน GULF จะเข้าตลาด ณ สิ้นปี 2560 พวกเขามีกำลังการผลิตไฟฟ้า 4,772 เมกะวัตต์ แต่หลังจากได้เงินระดมทุนไปกว่า 20,000 ล้านบาท GULF ก็เดินหน้าทำตามแผนที่พูดไว้อย่างชัดเจน ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของผู้ผลิตไฟฟ้าในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็ทำได้อย่างที่ประกาศไว้จริงๆ จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 13,820 เมกะวัตต์ พูดง่ายๆ ก็คือ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา GULF ได้เข้ามาลงทุนในโครงการต่างๆ ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การที่บริษัทได้รับใบอนุญาตจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ LNG จำนวน 3 แสนตันต่อปี ให้แก่ โรงไฟฟ้า SPP จำนวน 19 โครงการของกลุ่มบริษัทฯ ตัวเอง และ จำนวน 1.4 ล้านตันต่อปี ให้แก่ โรงไฟฟ้า IPP หินกอง ในส่วนที่เป็นใบอนุญาตของ บริษัท หินกอง พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด  ก็ยิ่งทำให้ภาพรวมธุรกิจดูดีขึ้นไปอีก เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้านั่นเอง

อีกจุดสำคัญที่น่าสนใจของ GULF ก็คือการมีโครงการในมือที่เห็นการเติบโตแบบชัดเจน โดยระหว่างปี 2563 – 2570 บริษัทมีโครงการที่รอ COD อีกถึง 9 โครงการ แบ่งเป็น 

โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Gulf SRC, Gulf PD, Duqm Power Company, Hin Kong Power และ Burapa Power

โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน Mekong Wind Power

โครงการโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 (ส่วนงานขุดลอก – ถมทะเล) หรือ GULF MTP, โครงการระบบจำหน่ายไฟฟ้า และระบบผลิตน้ำเย็นแบบศูนย์รวมให้แก่โครงการ One Bangkok 

ธุรกิจก๊าซ ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 (ส่วน LNG Terminal) หรือ GULF MTP, กิจการจัดหา และค้าส่งก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนี้ GULF ยังได้ยื่นประมูลโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 (LCB 3) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M6 และ M81 (Joint Venture กับกลุ่ม BGSR) ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย และอญุ่ระหว่างการรอเซ็นสัญญา PPP กับภาครัฐตามลำดับ

สตอรี่การเติบโตดังกล่าว เป็นสิ่งที่ทำให้ GULF น่าสนใจอย่างมาก และเป็นอัพไซต์สำคัญที่คอยดันราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านนั่นเอง

การเติบโตของรายได้

กำลังการผลิตสูงขึ้นแบบนี้ แล้วในแง่การเติบโตของรายได้ล่ะเป็นอย่างไร? คำตอบ คือ พุ่งทุกปีไม่แพ้กัน 

ปี 2560 รายได้รวม 8,529.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 366.9% เมื่อเทียบกับปี 2559

ปี 2561 รายได้รวม 20,094.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135.6% เมื่อเทียบกับปี 2560

ปี 2562 รายได้รวม 33,548.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.0% เมื่อเทียบกับปี 2561

การที่ GULF มีสัญญาขายไฟฟ้าส่วนใหญ่กับ EGAT คิดเป็นสัดส่วน 87% ของสัญญาขายไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัท ทำให้รายได้มีความผันผวนน้อย แม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม

ด้วยศักยภาพแข็งแกร่งของ GULF ที่เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เข้าตลาด และแนวโน้มในอนาคต ที่เรียกว่าสดใส จึงไม่แปลกว่า ทำไมถึงเป็นหุ้น ที่เนื้อหอมที่สุดแล้วในเวลานี้ 

อย่างไรก็ดี ห้ามลืมว่าราคาหุ้น GULF ยังคงซื้อขายด้วยมูลค่า (Valuation) ที่ค่อนข้างสูง โดยมี P/E ที่ 121.57 เท่า ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ดังนั้นหากใครที่สนใจลงทุน ควรติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ในการลงทุน และเฟ้นหา “หุ้นดี” ในราคาที่ “เหมาะสม”

อ่านข่าวเพิ่มเติม

InveStory